สัมภาษณ์พิเศษ: ธันวา เลาหศิริวงศ์ ปัญหา"ทีโอที"ต้องแก้ด้วยคนในองค์กร

นับเป็นภารกิจยิ่งใหญ่ และกลับมานั่งทำงานประจำอีกครั้ง สำหรับ "ธันวา เลาหศิริวงศ์" อดีตเอ็มดียักษ์สีฟ้า "ไอบีเอ็ม" ที่ล่าสุดนอกจากมานั่งเป็น 1 ในคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) แล้ว ยังได้รับมอบหมายให้นั่งรักษาการ "ซีอีโอ" อีกตำแหน่ง ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าถือเป็นภารกิจช่วยชาติ ในฐานะที่ "ทีโอที" เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจด้านการสื่อสารโทรคมนาคม

          "ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสพูดคุยกับ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ทีโอที ดังนี้

          มาอยู่ทีโอทีเป็นอย่างไรบ้าง

          ต้องบอกว่า ผมเป็นมนุษย์ต่างดาวมั้งครับ เนเจอร์ไม่เหมือนกัน ผมมาจากภาคเอกชน ทีโอทีเป็นรัฐวิสาหกิจ มีวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนกัน แต่เป็นความท้าทายอีกอย่างหนึ่งที่มีเงินเท่าไรก็ซื้อไม่ได้ มาเป็นบอร์ด ส.ค. 2557 ปลาย ก.ย.เป็นรักษาการซีอีโอ

          ตอนนี้กระบวนการสรรหาซีอีโอเริ่มแล้ว ปิดรับสมัคร 9 ม.ค.นี้

          ซีอีโอคนในหรือคนนอกถึงเหมาะ

          ถ้าเป็นคนในก็ต้องทำต่างจากเดิม ไม่อย่างนั้นผลที่ออกมาก็เหมือนเดิม

          เป็นคนนอกอาจเหมาะกว่า ในแง่การเปลี่ยนองค์กรใหญ่ ๆ มีพาวเวอร์ตรงที่ไม่มีกรอบความคิดแบบเดิม ๆ

          แต่การเป็นคนนอกในองค์กรที่มีวัฒนธรรมองค์กรยาวนานก็ไม่ง่าย

          ตัวผมเองไม่ค่อยเหมาะแจ้งบอร์ดไปแล้ว รัฐวิสาหกิจที่อยู่ได้สบาย ต้องผูกขาดไม่มีคู่แข่ง แต่ทีโอทีมีคู่แข่งที่แข็งแรงทั้งนั้น และยังมีข้อจำกัดจะลงทุนอะไรใช้เวลานาน เป็นแชลเลนจ์อย่างหนึ่ง

          มีโอกาสพลิกฟื้นได้ไหม

          ถ้าจะเปลี่ยนต้องเปลี่ยนด้วยคนในทีโอที  ไม่มีซูเปอร์แมนมาเปลี่ยนได้ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากพนักงาน

          ถ้าให้ดีต้องแยกให้ชัด งานไหนบริการประชาชนที่มีต้นทุนสูงแต่เป็นหน้าที่ก็ยอมรับไปเลยว่าขาดทุน  ส่วนไหนเป็นธุรกิจก็ต้องแข่งขันให้ได้

          มีการปรับโครงสร้างองค์กร

          ต้องทำให้มั่นใจว่า 1.เหมาะกับสภาพการแข่งขัน 2.ให้ Check and Balance ได้ ก่อนนี้ในสายงานมีอำนาจตัดสินใจครบหมด ทำให้บริหารการลงทุนไม่ดี

          การจัดซื้อที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า เราซื้อราคาสูงกว่าคู่แข่ง กระบวนการก็มี ขั้นตอนเยอะไม่ทันความต้องการ แต่ภาพบิดเบือนไป เพราะมีรายได้จากสัมปทาน มาอุดไว้ ผลประกอบการจึงดีอยู่

          ตอนเริ่มเป็นบอร์ดเมื่อ ส.ค. ตัวเลขติดลบ 7,818 ล้านบาท

          อนาคตทีโอทีคือเน็ตเวิร์กโพรไวเดอร์

          ภาครัฐมองว่า ทั้งแคท และทีโอที ต้อง

          เป็นหน่วยงานที่สนับสนุน 1.National

          Security และ 2.Public Service เป็นองค์กรหลักที่จะไปซัพพอร์ตดิจิทัลอีโคโนมี ทำยังไงก็ได้ให้ประชาชนมีค่าใช้จ่ายถูกลง

          แต่ต้องให้ที่ปรึกษาที่ซูเปอร์บอร์ดส่งมาศึกษาดู  เพียงแต่ชัดเจนว่าต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่เป็นภาระของรัฐบาลที่ต้องเอาเงินมาใส่ และบางส่วนถ้าเอกชนทำได้ดี รัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องถือหุ้น 100% แล้ว

          หาพันธมิตรก็ทำควบคู่ไปด้วย

          ใช่ เรายังใช้ทรัพยากรไม่เต็มที่ ภาคเอกชนอาจมีอะไรที่มาซินเนอร์ยี่เพื่อเพิ่มมูลค่าได้ ให้เอกชนส่งข้อเสนอมาตั้งแต่ ธ.ค. ตอนนี้กำลังเร่งดูรายละเอียด เพราะ

          ทีโอทีก็มีภาระค่าใช้จ่าย

          จะเคาะเมื่อไร

          ต้องการให้เร็วที่สุด แต่ถ้าผลประโยชน์ที่เสนอมาไม่ดี เราก็รอได้ ถ้าทำแล้วไม่ เมกเซนส์ตอบสังคมไม่ได้ เราพยายามทำอะไรที่ตรงไปตรงมา เปิดกว้างชวนทุกคน ทั้งต่างชาติ ทั้งโอเปอเรเตอร์

          ปรับโครงสร้างองค์กรมีปัญหาไหม

          ประธานบอร์ดพยายามให้อิสระกับ  ผู้บริหารมากที่สุด เพราะไม่อยากให้เกิดสภาพที่ทำงานเป็นทีมไม่ได้  และก่อนนี้มี 16 สายงาน ยุบรวมเหลือ 7 สาย ก็ต้องมีคนเหลือ แต่จะให้มีผลกระทบน้อยที่สุด

          ทีโอทีแข่งกับเอกชนได้

          ก็เป็นองค์กรที่มีศักยภาพนะ แต่ยังไม่ได้เต็มที่ อย่างอินฟราสตรักเจอร์ก็มีเยอะกว่าคนอื่น แต่พอไปทำมีต้นทุนสูงกว่าที่ควรจะเป็น พอทำเสร็จก็มีเรื่องคุณภาพ เลยมีจิ๊กซอว์หลายตัว

          จุดแข็งของทีโอที

          ทรัพย์สินที่มี เช่น โครงข่าย แม้แต่เคเบิลใต้น้ำที่ผุพังยังมีคนเสนอขอ เช่า ทีมบุคลากรก็พร้อมรับงานเอาต์ซอร์ซได้

          ธุรกิจมือถือจะเอายังไง

          มีที่ทำอยู่แล้ว และเอ็มวีเอ็นโอที่แอ็กทีฟ คือ บมจ.สามารถ ไอ-โมบาย ซึ่งเรากำลังมองหาทางเลือกหลาย ๆ ทาง

          เพราะโครงข่ายน้อย

          เราถึงได้มองหาพันธมิตรธุรกิจ เพราะ 3G เรามี 5,230 สถานี ธุรกิจนี้ต้องมี อีโคโนมีออฟสเกล ถ้าสถานีไม่พอจะมีค่าใช้จ่ายเรื่องโรมมิ่งค่อนข้างสูง แต่ถ้าจะไปลงทุนอีก 85,000 ล้านบาท บอร์ดชุดไหนก็คงไม่กล้า ดังนั้นที่จะไปได้ต้องไปในแบบพันธมิตรธุรกิจ ดูว่าเสาที่เรามีอยู่ ของเขามีอยู่ไปด้วยกันได้ในสภาพไหน

          อยากได้พันธมิตรที่มีโครงข่าย

          ถ้ามองในแบบที่เมกเซนส์ที่สุด ก็ต้องเป็นพันธมิตรกับโอเปอเรเตอร์ที่มีเสา อยู่บ้างแล้ว

          คลื่นในมือน่าจะเป็นตัวดึงดูดที่ดี

          ใช่ เรามี 900MHz อยู่ ซึ่งยังไม่ได้ ข้อสรุป ก็พยายามหาคำตอบให้รัฐบาลด้วยว่า ทีโอทีควรมีคลื่น 900 อยู่ต่อไปหรือไม่ ขณะเดียวกันถ้าเอามาแล้วให้ทำสัมปทานอีก รัฐบาลคงไม่แฮปปี้เท่าไหร่ เขาเอาไปทำเองก็ได้ คลื่น 2100MHz อีก 11 ปี 2300MHz ก็ยังอยู่

          รายได้ของทีโอที

          รายได้หลักมาจาก 3-4 อย่าง คือรายได้  จากสัมปทาน ปีก่อนหน้า 20,000 กว่าล้านต่อปี พอมีการประมูล 3G ก็มีความพยายามในการย้ายลูกค้า ยังเป็นข้อพิพาทกันอยู่ว่านี่ลูกค้าใคร พอย้ายไป ส่วนแบ่งรายได้ก็น้อยลง

          รายได้สัมปทานไม่เข้าทีโอทีแล้ว

          ใช่ครับ ตรงนี้เป็นประเด็นที่รายได้จะหายไปค่อนข้างเยอะ รายได้อื่นก็มีโทรศัพท์บ้าน, บรอดแบนด์ และมือถือ อย่างโทร.บ้านรายได้ลดตลอดตามเทรนด์เทคโนโลยี แต่ตอนนี้ยอดการลดลงเริ่มคงที่ 4 ปีก่อนมีลูกค้าอยู่ที่ 3.8 ล้านเลขหมาย ตอนนี้เหลือ 3.6 ล้านหมายเลข ทำให้คาดว่าคงลดลงไม่เยอะไปกว่านี้เท่าไร

          ที่เติบโตเยอะคือบรอดแบนด์ แต่ด้วยอะไรก็แล้วแต่ จากข้อจำกัดของทีโอที และความยากในการทำธุรกิจ ทำให้มาร์เก็ตแชร์ลดลงเหลือ 40% ปลายปีนี้อาจต่ำกว่า 30%

          เป็นครั้งแรกที่โดนแซง

          ใช่ แต่ก็ไม่แปลกใจ เรามีปัญหาเรื่องการลงทุนและอื่น ๆ ถึงแม้ชั่วโมงนี้อยากลงทุน บอร์ดก็ต้องพิจารณาละเอียด กรณีบรอดแบนด์ยังเติบโตได้ ถ้าไม่ทำก็จะไม่มีอาวุธ ที่ผ่านมาเราลงทุนแบบปูพรม ไม่ได้ล้อตามดีมานด์ก็ต้องเปลี่ยน

          ถึงจุดที่ต้องลงทุนต่อ

          ครับ ถึงจุดที่ต้องลงทุน เพียงแต่ว่าต้องลงทุนในจุดที่ให้ทุกคนเข้าใจว่า มีผลตอบแทนที่คาดหวังเป็นอย่างไร และพออนุมัติแผนการลงทุนก็ต้องอนุมัติการจัดซื้อให้ได้ตามแผนที่ตั้งไว้ด้วย

          ถ้าต้องลงทุนจะใช้เงินจากไหน

          เรามีกระแสเงินสดเข้ามาอยู่ ถ้าบริหารกระแสเงินสดให้ดี เรายังสามารถลงทุนเป็นเฟส ๆ ได้ด้วยเงินตัวเอง

          เรื่องคนยังเป็นอะไรที่ยากสุด

          อย่างที่ผมบอก ปัญหาทีโอทีต้องแก้ด้วยคนทีโอที ใครมาถ้าไม่ได้รับความ ร่วมมือจากคนทีโอทีก็เหนื่อย ตอนนี้คนทีโอที ต้องตระหนักว่า ถ้าไม่มีรายได้สัมปทานเขาอยู่ลำบากนะ ต้องเปลี่ยน ยังมีความหวังอยู่นะ

          ถ้าไม่เปลี่ยนอยู่ได้กี่ปี

          ผมไม่แน่ใจว่า คำว่าอยู่ได้ แปลว่าอะไร เพราะยังมีไมนด์เซตของพนักงานบางกลุ่มที่บอกว่า การรถไฟฯขาดทุน เขาก็ยังอยู่ได้เลย ทำไมเราจะอยู่ไม่ได้ ดังนั้นคำจำกัดความของคำว่า อยู่ได้คืออะไร ถ้าอยู่ได้ จากกำไรผมว่าไม่ แต่ถ้าจะอยู่ได้ด้วย การซับซิไดซ์จากรัฐ ก็อยู่ได้อยู่แล้ว แต่มุมมองของผม อยากให้ทีโอทีอยู่ได้ด้วยตน