เปิดแผน ทีโอที หนีขาดทุน9พันล. ปรับโมเดลธุรกิจตัดรายจ่ายขุดกรุ ที่ดิน หารายได้

เปิดแผนฟื้นฟู "ทีโอที" ชำแหละ 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ชี้ชะตา "ไปรอด-ไป ไม่รอด" เร่งหาแนวทางเพิ่มรายได้และปรับปรุงแผนธุรกิจ โฟกัส "3G-ไวไฟโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต" พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มจากโฉนดที่ดินกว่า 4,000 แปลง มูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท นำร่องที่ดินคลังพัสดุคลองเตย-งามวงศ์วาน

          แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า บมจ.ทีโอทีได้ส่งแผนฟื้นฟูกิจการมายังคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เมื่อ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา เนื่องจากปีนี้อาจขาดทุนถึง 9,000 ล้านบาท สูงกว่าที่คาดไว้ จากประมาณรายได้ทั้งปี 57,600 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 66,500 ล้านบาท

          โดยได้แบ่งผลิตภัณฑ์เป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มผลิตภัณฑ์เชิงกลยุทธ์ ได้แก่ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านเคเบิลใยแก้ว (Fiber2U), โทรศัพท์มือถือ 3G, บริการ ไว-ไฟ และบริการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต (TOT Net Calls) ที่จะยังให้บริการต่อแต่จัดแนวทางบริหารใหม่ เช่น เร่งโครงการบรอดแบนด์ความเร็วสูงเพื่อรองรับความเร็วสูงกว่า ADSL เพื่อหารายได้เพิ่ม

          ปรับโมเดลธุรกิจ "ไว-ไฟ" โดยร่วมกับค่ายมือถือ และพันธมิตร แบบเดียวกับที่ 3BB ให้บริการอยู่

          2.กลุ่มผลิตภัณฑ์บริการเพื่อประโยชน์สาธารณะ อาทิ โทรศัพท์สาธารณะที่มีรายได้ 310 ล้านบาท แต่มีค่าใช้จ่ายกว่า 2,500 ล้านบาท จึงควรขอเงินสนับสนุนจากรัฐ

          และ 3.กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่เชิง กลยุทธ์ ได้แก่ วิทยุโทรศัพท์, โทรศัพท์ประจำที่บนคลื่น 470MHz โทรศัพท์ประจำที่คลื่น 900MHz โทรศัพท์ประจำที่บนคลื่นความถี่ผ่านดาวเทียม, บริการอุปกรณ์เคลื่อนที่  เช่น พีซีพี, บริการโทร.จากต่างประเทศทั่วโลกมายังไทย และอินเทอร์เน็ตฟรีผ่านโทรศัพท์ (ฟรีอินเทอร์เน็ต 1222, 1288) สร้างรายได้ 530 ล้านบาท แต่มีค่าใช้จ่าย สูงถึง 810 ล้านบาท จึงควรยกเลิก

          โดยแหล่งข่าวจาก บมจ.ทีโอทีเปิดเผยว่า มีแนวทางให้บริการและส่งเสริมการขายแบ่งตามกลุ่มลูกค้าอย่างต่อเนื่องและขยายไปยังธุรกิจใหม่ เช่น นิคมอุตสาหกรรม, เอสเอ็มอี รวมถึงมุ่งเป็นผู้ให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการกระจายเสียงและโทรทัศน์ โดยใช้เสาส่งสัญญาณ และโครงข่ายใยแก้วนำแสงรองรับทีวีดิจิทัล

          ส่วนบริการโทรศัพท์มือถือ 3G ถ้าได้สิทธิ์ใช้คลื่น 900MHz (หลังสัมปทานเอไอเอสสิ้นสุด 30 ก.ย. 2558) คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการเหลืออยู่น้อยกว่า 7 ล้านราย และทีโอทีได้รับมอบโครงการทั้งเสาโทรคมนาคมกว่า 15,000 ต้น, โครงข่ายเคเบิลใยแก้วกว่า 12,000 เส้นทาง เป็นต้น จะสร้างรายได้ให้ทันที

          "รายได้หลักส่วนแรกมาจากการให้บริการต่อเนื่องกับลูกค้า 2G เดิม ปีละไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท อีกส่วนเป็นการให้โรมมิ่งวอยซ์กับค่ายมือถือน่าจะมีรายได้ 5 พัน-หมื่นล้าน และรายได้เพิ่มจากบริการ M2M (Machine to Machine) ระดับพันล้านใน 3-5 ปี ทั้งแผนการนำบริการบนคลื่น 900 MHz และ 2100 MHz มาซินเนอร์ยี่เพื่อหาทางเพิ่มรายได้ไม่ต่ำกว่า 7 พันล้านบาทต่อปี"

          กรณีไม่ได้สิทธิ์ใช้คลื่น 900 MHz ต่อจะเร่งทำตลาดพรีเพด 3G จูงใจให้ลูกค้าใช้ดาต้ามากขึ้นด้วยราคาที่ถูกกว่าคู่แข่ง รวมถึงนำความจุโครงข่ายที่เหลือมาให้บริการโรมมิ่ง หรือใช้โครงข่ายร่วมกับ ผู้ให้บริการรายใหญ่ที่กำลังต้องการถ่ายเททราฟฟิกบางส่วนมายังทีโอที 3G คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มไม่ต่ำกว่าพันล้านต่อปี

          ขณะที่ทีโอทีต้องเร่งขยายโครงข่ายและพัฒนาไปสู่ 4G โดยการลงทุนเฟส 2 เพื่อให้โครงข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งต้องลงทุนไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องและลดปัญหาความล่าช้าในการก่อสร้าง (2 หมื่นสถานีใน 2 ปี) จึงจะเปิดทางให้พันธมิตรลงทุนก่อสร้างและดำเนินการขยายโครงข่าย แล้วทีโอทีเช่าเหมาความจุโดยจ่ายเหมาตามจำนวนสถานีฐาน และขายต่อความจุส่วนใหญ่ให้พันธมิตร โดยอาจเหลือความจุไว้ทำเอง 20% (แบบเดียวกับบีเอฟเคทีของ บมจ.กสท โทรคมนาคม)

          "เชื่อว่าทีโอที 3G จะพลิกจากขาดทุนปีละ 2.5 พันล้านบาท เป็นมีกำไรปีละ 2 พันล้านในปี 2558"

          แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ทีโอทีถือครองที่ดินกว่า 4,000 โฉนด มูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งมี 85 แปลงที่สร้างรายได้เพิ่มได้ ซึ่งมีศักยภาพสูง 2 แปลง ได้แก่ ที่ดินพัสดุคลองเตย 9 ไร่ มีแนวทางนำมาพัฒนา 4 ไร่ ในปี 2559 และที่ดินงามวงศ์วาน 19 ไร่ มีแนวทางนำมาพัฒนา 6 ไร่ ในปี 2560 ทำให้มีรายได้เพิ่ม 2 ทางจากการให้เช่าระยะสั้นรายปีและการเช่าระยะยาวจากการพัฒนาโครงการ