บีบซีอีโอทีโอที-กสทฯลาออกเปิดทางคสช.ตั้งคนเหมาะสมทำงานแทน นายพลตบเท้าคุมบอร์ดรสก.ขนส่งยกแผง

โพสต์ทูเดย์ ท็อปบู๊ตตบเท้าคุมทีโอทีกสทฯ บีบซีอีโอคนเดิมลาออก เร่งแผนฟื้นฟูตามนโยบายซูเปอร์บอร์ด

          รายงานข่าวจาก บริษัท ทีโอที เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด)วันที่ 27 ส.ค. จะพิจารณาแต่งตั้งผู้ที่จะมารักษาการแทน นายยงยุทธ วัฒนสินธุ์ ซึ่งมีแนวโน้มจะยื่นใบลาออกจากกรรมการผู้จัดการใหญ่ เนื่องจากต้องการเปิดโอกาสให้บอร์ดชุดใหม่ ที่มี พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ เป็นประธานสรรหาบุคคลที่พร้อมทำงานตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

          ทั้งนี้ ที่ผ่านมานายยงยุทธถูกกระแสต่อต้านจากพนักงานทีโอที เนื่องจากไม่สามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำให้โครงการต่างๆ ของทีโอทีล้มเหลว โดยเฉพาะโครงการให้บริการ 3จีมูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาทรวมไปถึงผลประกอบการครึ่งปีแรกของทีโอทีที่ขาดทุน1,300 ล้านบาท และคาดว่าทั้งปีจะขาดทุนสูงถึง 8,900 ล้านบาท โดยนายยงยุทธเข้าดำรงตำแหน่ง เมื่อวันที่14 ก.พ. 2556

          ขณะที่ นายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ ได้ยื่นใบลาออกจากกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท กสท โทรคมนาคม แล้วเช่นกัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอให้บอร์ด ที่มี พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล เป็นประธานอนุมัติและแต่งตั้งรักษาการแทนเท่านั้น โดยนายกิตติศักดิ์เข้าเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ กสทฯ เมื่อเดือน มี.ค. 2555 และระยะหลังๆ ถูกต่อต้านอย่างหนักจากพนักงาน

          อย่างไรก็ตาม การประชุมบอร์ด กสทฯเมื่อวันที่26 ส.ค. มีมติเห็นชอบแนวทางการปรับปรุงการดำเนินงานของ กสทฯตามข้อสังเกตของคณะอนุกรรมการจัดทำบันทึกข้อตกลงและประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ ประจำบัญชี 2556 เพื่อนำส่งคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (ซูเปอร์บอร์ด)

          ด้านรัฐวิสาหกิจของกระทรวงคมนาคม6 แห่ง พบว่ามีกรรมการที่เป็นตัวแทนจากคสช. รวมทั้งสิ้น 9 คน โดยส่วนใหญ่เป็นกรรมการ ส่วนที่เป็นประธานบอร์ด คือพล.ร.อ.อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ เป็นประธานบอร์ดการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.)พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ เป็นประธานบอร์ดบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย (บวท.)และ พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ เป็นประธานบอร์ดการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

          พล.ท.ชาญชัย ภู่ทอง แม่ทัพภาคที่ 2 กรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)กล่าวว่า การเข้ามาเป็นบอร์ดนั้นมาจากสัดส่วนของกระทรวงการคลัง โดยได้รับมอบหมายให้ช่วยส่งเสริม รฟท. ให้เกิดการลดหนี้ สร้างรายได้ รวมทั้งพัฒนาโครงการรถไฟทางคู่ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้สามารถดำเนินการได้สะดวกคล่องตัว ซึ่งจะช่วยให้การรถไฟฯ พัฒนาไปแนวทางที่ดีและช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้พนักงานด้วย