ไชน่า โมบายล์ คำตอบสุดท้าย Restart กลุ่มทรูฯ

สุกรี แมนชัยนิมิต

          เกือบ 3 แสนล้านบาท คือรายได้ที่สะพัดอยู่ในธุรกิจสื่อสาร ขุมทรัพย์มหาศาล ที่ผู้แข่งขันในสนามนี้ต่างเปิดเกมรุกอย่างเต็มที่ แต่การจะรุกและชนะต้องมีความแข็งแกร่งทั้งฐานะการเงิน และยุทธศาสตร์ธุรกิจ จังหวะนี้ สิ่งที่ 3 รายยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมสื่อสารไทยเลือก คือ การลดความเป็นเจ้าของและดึง "ต่างชาติ" ร่วมถือหุ้น

          ภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ ทันทีที่ "ไชน่า โมบายล์" ชำระ ค่าหุ้นมูลค่า 28,600 ล้านบาท เพื่อเข้าถือหุ้นในกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ถือเป็นการ "ปิดดีล" ครั้งสำคัญของ "ศุภชัย เจียรวนนท์" ซีอีโอ กลุ่มทรูฯ หลังจากที่ต้องพยายามบริหารธุรกิจ ท่ามกลางกองหนี้ "แสนล้าน" มานานเกือบ 20 ปี เพราะเงินค่าหุ้นนี้เมื่อรวมกับเงินเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นรายย่อยแล้ว จะได้รวมกัน กว่า 65,000 ล้านบาท และจำนวนนี้ประมาณ 52,000 ล้านบาท จะนำไปจ่ายหนี้ ซึ่งจะทำให้หนี้ของกลุ่มทรูฯ ลดลงเหลือประมาณ 4 หมื่นล้านบาท

          หนี้สินต่อทุนลดเหลือ 0.6 เท่า จากเดิม 12 เท่าความหมายของการมี "ไชน่า โมบายล์" เป็นผู้ถือหุ้นใหม่ของกลุ่มทรูฯ รอบนี้ จึงต่างจาก 2 ครั้งที่ผ่านมา ในรอบ 24 ปี และน่าจะทำให้ "เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์" ผู้พ่อ หวังไกลได้มากขึ้นกับการมีที่ยืนแถวหน้าในธุรกิจสื่อสารไม่เพียงในไทย แต่ไกลถึงอาเซียน หลังจากที่บรรลุขั้นแรก ที่เจ้าสัวเคยประกาศไว้ว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ต้องมีธุรกิจบริการ ธุรกิจที่เป็นอาหารสมอง อย่างธุรกิจสื่อสาร เพราะนี่คือโลกธุรกิจอีกใบของเครือซีพี หลังจากสร้างอาณาจักรธุรกิจอาหารไปทั่วโลก

          และที่สำคัญทำให้ "ศุภชัย" พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า หลังจากมีพันธมิตรแล้ว นับจากนี้กลุ่มทรูฯจะมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น หลังจากที่สถานะการเงินเป็นจุดอ่อนของกลุ่มทรูฯมานาน จนถึงขั้นว่า..ปีหน้าจะสามารถจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้

          ความพยายามในการเจรจากับไชน่า โมบายล์ จึงสำคัญอย่างยิ่ง และการตกลงครั้งนี้ถือว่าเป็นดีลที่เรียกได้ว่า Right Time Right Place และ Right Man สำหรับทั้งคู่ แม้ว่าในช่วงโค้งสุดท้ายของการปิดดีล กลุ่มทรูฯต้องลุ้นอย่างหนัก โดยเฉพาะการเจรจาในวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ประกาศยึดอำนาจการปกครองประเทศ ในจังหวะเดียวกับที่คณะผู้บริหารกลุ่มทรูฯ เพิ่งแลนดิ้งลงสนามบินปักกิ่ง เพื่อเจรจาทำสัญญากับ ไชน่า โมบายล์

          ที่ต้องลุ้น ! เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อาจทำให้ดีลล้ม หลังเจรจามานานนับปี เนื่องจากในสถานการณ์การเมืองใหม่ อาจทำให้ไชน่า โมบายล์ เปลี่ยนใจ

          ดังนั้นบริบทแรกๆ แห่งการเจรจาใน "โค้งสุดท้าย" แทนที่จะเป็นเรื่องของราคาหุ้นที่ต้องเคาะกัน กลับกลายเป็นทีมผู้บริหารกลุ่มทรูฯ ต้องใช้เวลาอธิบายถึงความหมายของการเข้า ปกครองประเทศชั่วคราวของคสช. คือยึดอำนาจมาแล้ว จะคืนให้ตามระบอบประชาธิปไตยในภายหลัง ซึ่งต่างจากภาษาจีน ที่ใช้คำว่า "เปลี่ยนแผ่นดิน" ที่ถือว่ามีความหมายรุนแรงกว่ามาก

          ในที่สุดด้วยพลังของเครือซีพี และ เป้าหมายที่ไชน่า โมบายล์ อยากบุกธุรกิจในอาเซียนพร้อมกับกลุ่มทรูฯ ทำให้ดีลนี้สำเร็จในที่สุด

          กลุ่มทรูฯ ภายใต้อาณาจักรซีพีนั้น อาจไม่เป็นที่รู้จักในอาเซียน แต่สำหรับเครือซีพีแล้ว มีธุรกิจอยู่ในอาเซียนมานาน โดยเฉพาะในเมียนมาร์ ที่เข้าไปลงทุนด้านธุรกิจอาหารมานานกว่า 30 ปี ไชน่า โมบายล์ จึงมองเห็นช่องทางนี้ !!

          ขณะที่ไชน่า โมบายล์ คือฐานลูกค้าใหญ่ ที่ "ศุภชัย" กล่าวว่า.. ไชน่า โมบายล์ ที่มีฐานลูกค้าถึง 800 ล้านคน จะทำให้กลุ่มทรูฯ มีโอกาสในการแลกเปลี่ยน หรือนำคอนเทนท์ แอพพลิเคชั่น ไปสู่ตลาดที่ใหญ่นี้ได้ รวมไปถึง โอกาสในการจัดซื้ออุปกรณ์สื่อสาร ทั้งเครือข่าย และเครื่องโทรศัพท์มือถือในราคาที่ถูก เพื่อสร้างความได้เปรียบในการสร้างฐานลูกค้าใหม่ ๆ

          แน่นอนว่า ความแข็งแกร่งทางการเงินของไชน่า โมบายล์ จะทำให้กลุ่มทรูฯ มั่นใจมากขึ้น เมื่อถึงเวลาการลงทุนครั้งใหญ่อีกครั้งกับการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz. และ 1800 MHz. สำหรับ ให้บริการโทรศัพท์มือถือระบบ 4G ที่ต้องใช้เงินลงทุน ไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท แม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช. จะสั่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือกสทช. ชะลอการดำเนินการเกี่ยวกับคลื่นความถี่ ซึ่งรวมถึงการประมูลไปอีก 1 ปี ก็ตาม

          เมื่อกลุ่มทรูฯ มีต่างชาติถือหุ้น 18% หากจะเทียบชั้นแล้ว ถือว่า "แข็งแกร่ง" เพียงพอเมื่อเทียบกับคู่แข่ง อย่างบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ที่มี เทเลนอร์ จากนอร์เวย์ ถือหุ้น 42.61% และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ที่มีสิงคโปร์เทเลคอม ถือหุ้น 23.31%

          การแข่งขันในสนาม 4G จึงไม่ใช่เรื่องยาก รวมไปถึงการบุกต่างประเทศในภูมิภาคนี้ ร่วมกัน

          การมองเห็นอนาคตที่สดใสร่วมกันนี้ และด้วยความแน่นอนในเชิงยุทธศาสตร์การลงทุน

          ของ "ไชน่า เทเลคอม" ที่หวังเป็นพันธมิตร ระยะยาว ทำให้ "ศุภชัย" มั่นใจว่าไชน่า เทเลคอมจะเป็นพันธมิตรต่างชาติที่ต่างกับบริษัทจากสหรัฐอเมริกา และยุโรป ที่เคยร่วมทุนกับ

          กลุ่มทรูฯ ก่อนหน้านี้ ย้อนหลังไปเมื่อปี 2533 การเข้าสู่ธุรกิจสื่อสารของเครือซีพีนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ เจ้าสัวธนินท์ และขุนพลอาณาจักรซีพี ที่

          แม้จะมากด้วยประสบการณ์ และมีเงินทุน มหาศาล แต่ก็ไม่อาจเรียนรู้เทคโนโลยีสื่อสารได้ชั่วข้ามคืน

          หลังจากก่อตั้งทรู คอร์ปอเรชั่น หรือชื่อบริษัทเทเลคอมเอเซียในขณะนั้นได้เพียง 2 ปี เพื่อรับสัมปทานจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ที่แปรรูปเป็นบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจโทรศัพท์พื้นฐาน 2 ล้านเลขหมาย เมื่อปี 2535 กลุ่มทรูฯ มีบริษัท ไนเน็กซ์ เน็ตเวอร์ค ซิสเต็มส์ จากสหรัฐอเมริกา คือคำตอบที่ดีที่สุดในเวลานั้น ด้วยจำนวนหุ้นเพียง 15% ตามสไตล์ของเครือซีพี ที่ต้องการพันธมิตร แต่ต้องการควบคุมการบริหาร ให้ได้ทั้งหมด

          "ไนเน็กซ์" มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับโครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐานอย่างเครือข่ายเคเบิล ใยแก้วนำแสง ที่เป็นจุดสตาร์ทของโครงข่ายบริการของทรูฯในปัจจุบัน โดยเฉพาะบริการเคเบิลทีวี "ทรูวิชั่นส์" และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง "ทรูออนไลน์"

          จากนั้นไม่นาน "ไนเน็กซ์" ได้ควบรวมกิจการกับ "เบล แอตแลนติก" และเป็น "เวอไรซอน" ในเวลาต่อมา และเริ่มขายหุ้นในกลุ่มทรูฯ ออกตั้งแต่ปี 2546 หลังจากที่ต้องเจอวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่กลุ่มทรูฯ หนี้ท่วมเพราะ มีการกู้เงินสกุลต่างประเทศมาลงทุนจำนวน และเป็นขาลงของธุรกิจโทรศัพท์พื้นฐาน ที่ ผู้บริโภคมีทางเลือกที่สะดวกสบายกว่าคือโทรศัพท์มือถือ

          กลุ่มทรูฯเข้าสู่ธุรกิจโทรศัพท์มือถือในปี 2545 ด้วยการร่วมกับ "ออเรนจ์" บริษัทสื่อสารรายใหญ่ของอังกฤษ โดยออเรนจ์ถือหุ้น 41% ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง เพราะมีเจ้าตลาด 2 ราย คือกลุ่มเอไอเอส และดีแทค แต่กลุ่มทรูฯไม่มีทางเลือกแม้ต้องจ่ายต้นทุนที่แพงกว่าคู่แข่ง คือค่าคลื่นความถี่ที่ซื้อต่อมาจากดีแทคกว่า 3 พันล้านบาท และเริ่มนับศูนย์ในการสร้างฐาน ลูกค้าใหม่

          การมีออเรนจ์ถือหุ้นถึง 41% ในเวลานั้นถือเป็นบทเรียนราคาแพง เพราะไม่สามารถขยายเครือข่ายให้บริการได้จนเครือข่ายล่ม ในช่วงเปิดให้บริการ 2-3 ปีแรก กลายเป็น ภาพลักษณ์ที่เสียหายสำหรับมือถือกลุ่มทรูฯ อย่างยาวนาน เหตุผลที่ออเรนจ์ไม่ยอมทุ่มเงินขยายเครือข่าย แม้ว่าผู้บริหารกลุ่มทรูฯต้องทุ่มเดินทางไปถึงอังกฤษเพื่อเจรจาให้ลงทุน เพราะช่วงนั้นออเรนจ์มีฐานะการเงินย่ำแย่ จากการแข่งประมูลคลื่นความถี่ 3G ในราคาสูงที่ยุโรปจึงต้องประหยัดต้นทุนในการลงทุนในต่างประเทศ ให้มากที่สุด และสุดท้ายฟรานซ์ เทเลคอม ได้เข้าซื้อกิจการออเรนจ์

          ปัญหาความขัดแย้งรุนแรงจนถึงกลุ่มทรูฯต้องบอกเลิก โดยออเรนจ์ต้องคืนหุ้นทั้งหมดให้กลุ่มทรูฯ โดยได้เงินค่าหุ้นเพียง 1 ปอนด์ หรือความจริงเท่ากับทรูฯได้หุ้นคืนทั้งหมดแบบ ฟรี ๆ เพราะ 1 ปอนด์นั้น เป็นตัวเลขที่ต้อง ลงบัญชีเพื่อการซื้อขายไว้เท่านั้น

          เส้นทางธุรกิจเกือบ 30 ปี ของกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น กับการเปลี่ยนผ่านผู้บริหารจากยุคบุกเบิก ที่เป็นขุนพลของเครือซีพี ที่ เจ้าสัวธนินท์ ไว้วางใจ นำโดย "อาชว์ เตาลานนท์" มาเป็นผู้บริหารรุ่นสองในปัจจุบัน ที่มีทายาทของเจ้าสัว คือ "ศุภชัย เจียรวนนท์" ขับเคลื่อน องค์กรนั้น แต่ละช่วงที่ผ่านไปนั้น ถือว่าไม่ใช่โจทย์ที่ง่าย แม้ว่าจุดเปลี่ยนแต่ละครั้ง จะมี ตัวช่วยสำคัญคือพันธมิตรต่างชาติ ก็ตาม

          จนเมื่อบทสรุปในช่วง 10 ปี ที่บริษัทสื่อสารไทยเกือบทุกบริษัทมีต่างชาติเข้ามาถือหุ้น ทั้งสิ้น แม้ "ศุภชัย" เคยประกาศไว้ว่าจะพยายาม ยืนหยัดเป็นบริษัทสื่อสารไทย ที่ไทยถือหุ้น 100% ให้ได้

          ทว่า 10 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ที่เห็นสำหรับกลุ่มทรูฯ คือ "ความพยายามอยู่ที่ไหน และความพยายามก็ยังคงอยู่นั่น"

          การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงต้องเกิดขึ้น "ไชน่า โมบายล์" จึงเป็นคำตอบสุดท้าย และดีที่สุดในเวลานี้

          'นับจากนี้กลุ่มทรูฯจะมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น หลังจากที่สถานะการเงินเป็นจุดอ่อนของกลุ่มทรูฯ มานาน'ศุภชัย เจียรวนนท์ CEO บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น