รายงานพิเศษ: ศึกชิงคลื่นความถี่คสช.อุ้มเสือลำบาก ทีโอที-กสทฯ

          ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์

          เป็นประเด็นที่ต้องจับตาในศึกชิงคลื่นความถี่ระหว่างคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กับรัฐวิสาหกิจโทรคมนาคม 2 แห่ง คือ บริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม ที่ต้องดิ้นรนหาทางรอด

          เพราะหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) สั่งชะลอ 4 โปรเจกต์ใหญ่ของ กสทช. ทางทีโอทีและ กสทฯ อาศัยจังหวะนี้ยื่นหนังสือต่อคสช.ขอให้ไม่ต้องคืนคลื่นไปให้กสทช.เพื่อนำไปเปิดประมูล

          "คสช.มีนโยบายว่าต้องการให้ทีโอทีและ กสทฯเลี้ยงตัวเองได้ จึงขอให้แก้มาตรา 84 แห่ง พ.ร.บ.กสทช. ปี 2553 โดยทางทีโอทีขอว่า ไม่ต้องนำส่งรายได้จากสัมปทานให้ กสทช.ได้หรือไม่ ขณะที่สหภาพทีโอทีและ กสทฯ ได้ยื่นเรื่องต่อคสช. โดยขอว่า ไม่ต้องคืนคลื่นที่หมดสัมปทานหรือไม่ได้ใช้งานไปให้กสทช.เปิดประมูล เพื่อที่ทีโอทีและกสทฯ จะนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ เช่น ให้เอกชนเช่า ซึ่งจะทำให้ทีโอทีและ กสทฯ มีรายได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสัมปทาน" ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวนโยบายของ คสช. ทำให้ กสทช.จัดทำโรดแมปการใช้งานคลื่นความถี่ที่มีอยู่ทั้งหมดโดยขอให้นำเสนอเป็นภาพใหญ่ว่าขณะนี้มีคลื่นความถี่ทั้งหมดเท่าไรถูกใช้งานไปเท่าไหร่และอย่างไร และหากคลื่นใดไม่ถูกใช้งานก็ควรจัดสรรให้ทีโอทีและ กสทฯ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งยังคงมีรายได้เลี้ยงตัวเอง

          ทว่า นโยบายรื้อคลื่นความถี่ของคสช.ครั้งนี้ นับว่าเข้าทางทีโอทีและ กสทฯ โดยเฉพาะสหภาพรัฐวิสาหกิจทีโอทีและ กสทฯ ที่เรียกร้องทวงคืนคลื่นความถี่จาก กสทช.มาโดยตลอด แม้ว่ารัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งจะมีข้อเรียกร้องที่แตกต่างกันบ้าง

          เห็นได้จากข้อเสนอของทีโอทีต้องการให้แก้มาตรา84 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่กำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 (พ.ร.บ.กสทช.) เพื่อให้ทีโอทีไม่ต้องนำส่งรายได้สัมปทานให้ กสทช. หลังจากกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ทีโอทีต้องนำส่งรายได้สัมปทานให้กับกสทช. นับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป

          ตลอดจนขอให้ทีโอทีไม่ต้องคืนคลื่น900 เมกะเฮิรตซ์ ที่จะหมดสัมปทานกับบริษัท แอดวานซ์อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ในปี 2558 และขอถือครองคลื่นความถี่2.3 กิกะเฮิรตซ์ บางส่วนจากทั้งหมด 64 เมกะเฮิรตซ์ ให้กับทาง กสทช.

          ในขณะที่ กสทฯ ต้องการเรียกคืนคลื่น1800 จำนวนทั้งสิ้น 75 เมกะเฮิรตซ์ ให้เป็นของ กสทฯเหมือนเดิม ได้แก่ คลื่น1800 จำนวน 25 เมกะเฮิรตซ์ที่ให้สัมปทานกับทรูมูฟและดีพีซี ซึ่งหมดอายุสัมปทานไปแล้ว และคลื่น1800 จำนวน 50 เมกะเฮิรตซ์ ที่ให้สัมปทานกับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น

          (ดีแทค) แต่มีการใช้งานเพียง 25 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ กสทช.ได้เจรจากับดีแทค ขอนำคลื่น1800 ที่ดีแทคได้สัมปทานไป แต่ยังไม่ได้ใช้งาน 25 เมกะเฮิรตซ์ มารวมแพ็กกับคลื่น1800 จำนวน 25 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อเปิดประมูลใหม่รวม 50 เมกะเฮิรตซ์ ในการจูงใจให้เอกชนร่วมประมูลและเกิดประโยชน์สูงสุด

          อย่างไรก็ตาม คลื่นความถี่ถือเป็นทรัพยากรอันทรงคุณค่า แต่ทีโอทีและกสทฯ กลับไม่สามารถนำคลื่นมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับการเปิดทางให้เอกชนเข้ามาบริหารคลื่น

          บทเรียนที่ชัดเจน คือ ความล้มเหลวของการให้บริหารคลื่นความถี่2.1 กิกะเฮิรตซ์ เพื่อให้บริการโทรศัพท์3จี

          ซึ่งทีโอทีได้ลงทุน 1.6 หมื่นล้านบาทเพื่อสร้างสถานีเครือข่าย5,320 สถานี แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถเปิดให้บริการได้

          เช่นเดียวกับ กสทฯ ที่ไม่สามารถทำการตลาดในระบบซีดีเอ็มเอ 51 จังหวัด บนคลื่น850 เมกะเฮิรตซ์ส่งผลให้ต้องเปิดทางให้กลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น เข้ามาเช่าใช้และเปลี่ยนสู่ระบบจีเอสเอ็มภายใต้แบรนด์ทรูมูฟเอชในที่สุด ซึ่งปรากฏว่าทรูมูฟเอชสามารถบริหารคลื่น850 ได้ประสบความสำเร็จมากกว่าระบบซีดีเอ็มเอหลายเท่านัก

          "แผนการถือครองคลื่นของทีโอทีและกสทฯเสนอ จะถูกนำมาประกอบกับแผนของ กสทช.ที่เตรียมเสนอให้ คสช.ในวันที่ 10 ก.ค. โดย กสทช.ยืนยันความเห็นที่แตกต่างคือ ต้องการให้ประมูลคลื่น1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์เช่นเดิม" ฐากร บอก

          ดังนั้น ไม่ว่า คสช.จะชี้ชะตาทิศทางคลื่นความถี่ของประเทศไปในทางใด หรืออยากอุ้มรัฐวิสาหกิจของประเทศมากแค่ไหน แต่อย่าลืมว่า สุดท้ายแล้ว ทั้งทีโอทีและ กสทฯ ต้องตื่นจากการเป็น"เสือนอนกิน"และผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยตัวเอง