รายงานพิเศษ: ชะลอ 4 โปรเจ็กต์แสนล้าน กสทช. สะท้าน-ประชาชน สะเทือน

          ในที่สุดคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งเบรก 4 โครงการ มูลค่าเฉียด 1 แสนล้านบาท ของ ทางคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ไว้เป็นการชั่วคราวก่อนเพื่อความโปร่งใส

          สำหรับ 4 โครงการดังกล่าว ประกอบด้วย 1.โครงการประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิร์ตซ์ มูลค่า 23,200 ล้านบาท 2.โครงการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิร์ตซ์ มูลค่า 19,705 ล้านบาท 3.โครงการแจกคูปองสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิตอล 25 ล้านครัวเรือน มูลค่า 25,000 ล้านบาท และ 4.โครงการบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (ยูเอสโอ) มูลค่า 20,000 ล้านบาท

          2 โครงการแรกเป็นภารกิจของกิจการโทรคมนาคม เริ่มจากโครงการประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิร์ตซ์ ที่มีมูลค่า 23,200 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการสิ้นสุดสัญญาสัมปทานไปเมื่อเดือนก.ย. 2556 ระหว่างคู่สัญญาบริษัท ทรูมูฟ จำกัด บริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด (ดีพีซี) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)

          แต่ทางคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ยังไม่สามารถจัดประมูลในช่วงเวลานั้นได้จึงได้ขยายเวลาให้ทางทรูมูฟและดีพีซี ดูแลลูกค้าต่อภายใต้ประกาศ เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการกรณีสิ้นสุดสัมปทาน หรือสัญญาให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ.2556 แต่ประกาศดังกล่าวจะสิ้นสุดระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการในวันที่ 15 ก.ย. 2557

          พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธาน กทค. กำหนดการจัดประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิร์ตซ์ ไว้ในเดือนส.ค.นี้ หรือล่วงหน้า 1 เดือนก่อนมาตรการคุ้มครองจะสิ้นสุด เพื่อป้องกันเกิดปัญหาซิมดับ

          คลื่น 1800 ที่จะประมูลมีจำนวน 25 เมกะเฮิร์ตซ์ รูปแบบการประมูลจะแบ่งเป็น 2 ใบอนุญาต แบ่งเป็นใบอนุญาตละ 12.5 เมกะเฮิร์ตซ์ กำหนดราคาตั้งต้นการประมูลไว้ 464 ล้านบาทต่อเมกะเฮิร์ตซ์ ดังนั้นราคาตั้งต้นการประมูลต่อใบอนุญาตจะอยู่ที่ 11,600 ล้านบาท รวม 2 ใบอนุญาตคิดเป็นมูลค่าราคาตั้งต้นรวม 23,200 ล้านบาท

          สำหรับโครงการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิร์ตซ์นั้น ทาง กทค.กำหนดประมูลไว้เดือนพ.ย.นี้ เป็นการเตรียมการประมูลล่วงหน้าก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทานระหว่างบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ในปี 2558

          กำหนดราคาตั้งต้นการประมูลไว้ 563 ล้านบาทต่อเมกะเฮิร์ตซ์ และจำนวนคลื่นที่จะประมูลอยู่ที่ 17.5 เมกะเฮิร์ตซ์ จะแบ่งเป็น 2 ใบอนุญาต จำนวน 2 ชุดความถี่ ชุดแรกจำนวน 7.5 เมกะเฮิร์ตซ์ และชุดที่ 2 จำนวน 10 เมกะเฮิร์ตซ์ รวมแล้วจะมีราคาตั้งต้นทั้งสิ้น 19,705 ล้านบาท

          ขณะที่โครงการบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (ยูเอสโอ) มูลค่า 20,000 ล้านบาท ตามแผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม พ.ศ.2555-2559

          บริการศูนย์อินเตอร์เน็ตเพื่อสังคม ที่มีทั้งบริการอินเตอร์เน็ตโรงเรียน และอินเตอร์เน็ตชุมชน จำนวนไม่น้อยกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้บริการอินเตอร์เน็ตแก่กลุ่มเป้าหมายทางสังคม ได้แก่ คนพิการ เด็ก คนชรา ผู้ด้อยโอกาส และผู้มีรายได้น้อย

          ยูเอสโอ ถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญตามพ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 17 และมาตรา 18 ให้อำนาจคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.เดิม โดยได้เงินจากการเปิดบริษัทเอกชนที่สนใจเข้าประกวดราคาในโครงการที่จะแบ่งเป็นเขตพื้นที่จังหวัด

          และโครงการที่ 4 แจกคูปองสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิตอล 25 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนละ 1 พันบาท รวมมูลค่า 25,000 ล้านบาท ซึ่งหนึ่งในหลักเกณฑ์การเปลี่ยนผ่านระบบการออกอากาศทีวีอนาล็อกไปยังดิจิตอล ตามภารกิจของกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) หลังจากได้เสร็จสิ้นการประมูลทีวีดิจิตอลบริการธุรกิจ 24 ช่องไปเมื่อปลายปีที่แล้ว

          รวมราคาการประมูลทั้งหมดที่ได้ 50,862 ล้านบาท เงินทั้งหมดนำเข้าคณะกรรมการกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.)

          ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวจึงเป็นที่มาของคูปองทีวีดิจิตอลสำหรับแจกให้กับประชาชน นำไปใช้เป็นส่วนลดในการซื้อกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอล (เซ็ตท็อปบ็อกซ์) ทั้งแบบภาคพื้นดิน และกล่องที่รับทีวีดาวเทียม เคเบิล, ทีวีที่มีจูนเนอร์ระบบดิจิตอล และเสารับสัญญาณดิจิตอล

          ทางบอร์ด กสท.เสนอมูลค่าคูปองมา 1,000 บาท จากนั้นส่งเรื่องให้บอร์ด กทปส. เห็นชอบให้นำเงินที่ได้จากการประมูลมาแจกให้กับประชาชนในรูปแบบคูปอง โดยวางกรอบเวลาล่าสุดจะแจกให้ได้ภายเดือนก.ค.นี้

          เมื่อทั้ง 4 โครงการถูกสั่งชะลอ ต้องส่งเรื่องให้ทาง คสช. โดยทางคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) พิจารณาตรวจสอบว่าจะเดินหน้าต่อ หรือรอไปก่อน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน รวมทั้งภาครัฐให้มากที่สุด

          แน่นอนความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ย่อมเกิดการสะดุดชั่วคราว โดยเฉพาะ 2 โครงการเร่งด่วน คือ การประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิร์ตซ์ ที่จะต้องให้ใบอนุญาตรายใหม่ก่อนวันที่ 15 ก.ย. เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซิมดับ ไม่เช่นนั้นจะกระทบกับประชาชนผู้ใช้บริการที่ขณะนี้ยังมีลูกค้าค้างในระบบถึง 9 ล้านราย

          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า คลื่น 1800 เมกะเฮิร์ตซ์ที่ขณะนี้มีลูกค้าใช้บริการอยู่ 9 ล้านรายได้รับการยืนยันว่าจะไม่มีปัญหาซิมดับ หลังประกาศ เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการกรณีสิ้นสุดสัมปทาน หรือสัญญาให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ2556 จะสิ้นสุดระยะเวลาคุ้มครองในวันที่ 15 ก.ย.นี้ ถึงแม้จะมีคำสั่งให้ชะลอโครงการประมูล

          แต่แนวทางการแก้ไขปัญหาว่าจะมีการประมูลคลื่น 1800 และ 900 เมกะเฮิร์ตซ์ หรือไม่นั้น จะหารือกับ คสช.อีกครั้ง ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างนัดกับทางผู้ใหญ่ของ คสช. เพื่อเข้าไปชี้แจงรายละเอียด

          จากนั้นต้องรอคำชี้แจงที่ชัดเจนจาก คสช.ว่าจะให้มีการประมูลเกิดขึ้น หรือจะเป็นไปในทิศทางใดต่อไป แต่ในหลักการคุ้มครองเป็นประโยชน์ของประชาชน ดังนั้นซิมต้องไม่ดับ

          ส่วนโครงการแจกคูปองทีวีดิจิตอล ที่เกี่ยวข้องกับการ รอคอย ประชาชน 25 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศที่ได้สัมผัสกับทีวีดิจิตอล นับเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด ณ เวลานี้ ซึ่งทางเลขาธิการ กสทช. ยืนยันว่า คสช.เห็นความจำเป็นเร่งด่วนในโครงการนี้จึงได้ขอให้ กสทช.ส่งข้อมูลโดยละเอียดไปให้พิจารณาและตรวจสอบ

          แต่จนถึงวันนี้ความล่าช้าของกระบวนการเปลี่ยนภาพ ในการแจกคูปองยังมีต่อเนื่องและไร้บทสรุป ส่งผลกระทบต่อภาคประชาชน แม้ว่าปัจจุบันจะมีทางเลือกสามารถ รับชมได้หลายช่องทางก็ตาม

          ผลการประชุมล่าสุด คสช.สั่งให้ กสทช.ทำประชาพิจารณ์ในกรณีนี้ เพื่อสอบถามความเห็นประชาชนทั่วประเทศ หลักๆ คือจำนวนเงิน 1,000 บาทเหมาะสมหรือไม่ รวมทั้งต้องการให้แจกในรูปแบบคูปอง เงินสด หรือซื้อเป็นกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอล

          โดยให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน เพื่อสรุปผลและดำเนินการภายในวันที่ 15 ก.ย.นี้

          แต่ในส่วนผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล หรือในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้สร้างความเสียหายไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทแล้ว หากยังช้าไปอีกก็จะยิ่งทวีความเสียหายต่อไป

          ด้าน น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. ได้แสดงความคิดเห็นไว้ว่า ลมหายใจ กสทช. ริบหรี่ลง ประวัติศาสตร์เล็กๆ ที่ได้ทิ้งไว้คือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของโทรทัศน์ภาคพื้นดินที่หายไปหลายทศวรรษ ไม่ว่ามันจะเป็นสินทรัพย์ หรือความรับผิดชอบ

          "การเกิดใหม่ของโครงข่ายและฟรีทีวีภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล 24 ช่อง คือ ผลงานรูปธรรมของ กสท.และกสทช. ภายในเวลา 2 ปีกว่า เราสามารถฟื้นคืนชีพโครงสร้างพื้นฐานของทีวีภาคพื้นดินในประเทศขึ้นมาใหม่ได้ สร้างการแข่งขัน ทลายการผูกขาดฟรีทีวี ส่วนเรื่องการบริหารงบประมาณกองทุนเห็นด้วยที่จะส่งคืนคลัง ในขณะที่การแจกคูปองถ้าฝ่ายบริหารจะไปแจกเองหรือทำงานร่วมกับ กสทช.ก็ได้" น.ส.สุภิญญากล่าว

          ขณะที่ น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เชื่อว่าทั้ง 4 โครงการหากตรงไปตรงมาคงไม่ถูกเรียกไป ตรวจสอบ ซึ่งในฐานะองค์กรที่ทำงานเพื่อผู้บริโภคเห็นด้วยที่ชะลอโครงการไว้เพื่อให้มีการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส แต่ไม่เห็นด้วยถ้าจะชะลอนาน เพราะจะกระทบต่อประชาชนผู้บริโภคโดยตรง

          โดยเฉพาะโครงการแจกคูปองทีวีดิจิตอลที่กำลังเร่งด่วนนี้จะกระทบต่อการเปลี่ยนผ่านทีวีอนาล็อกไปสู่ดิจิตอล ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับทุกฝ่าย และกระทบกับประชาชนที่รอการดูทีวีดิจิตอล

          "สิ่งที่ คสช.ชะลอโครงการ เพราะว่าไม่โปร่งใส เพราะฉะนั้นอยากเห็นการตัดสินใจที่ออกมาต้องสะท้อนความโปร่งใสในสิ่งที่สังคมตั้งข้อสังเกต"

          การสั่งชะลอโครงการเกือบแสนล้านของ คสช. ครั้งนี้ น่าจะส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง!??

          แต่ที่แน่ๆ ต้องพิจารณาอย่างรอบด้านและรวดเร็ว เพราะหากยิ่งปล่อยเนิ่นช้าออกไป คนที่เดือดร้อนที่สุดและได้รับผลกระทบที่สุดมิใช่ กสทช. หรือ คสช.

          แต่เป็นประชาชนต่างหาก