คสช.ลุยสอบ 8 โครงการยักษ์ ซื้อรถไฟ-แท็บเล็ตนักเรียนทีวีดิจิตอลโดนถ้วนหน้า

คตร.สั่งอนุกรรมการลงพื้นที่ตรวจสอบ 8 โครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ทั้งโครงการซื้อรถจักรรถไฟ สุวรรณภูมิเฟส 2 แท็บเล็ตนักเรียนและประมูลทีวีดิจิตอล โดนถ้วนหน้า!! ประเดิมลุยล้วงข้อมูล 3 จีทีโอทีเหตุถูกร้องเรียนความไม่โปร่งใสมาก ด้านผู้ว่าการการรถไฟพร้อมให้สอบ 2 โครงการ ยันเพิ่งลงนามไปสัญญาเดียว

          ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ ทีมโฆษกคณะรักษษความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า พล.ท.อนันตพร กาญจนรัตน์ ประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ได้สั่งการให้คณะอนุกรรมการฯ ลงตรวจสอบพื้นที่ใน 8 โครงการที่ คตร.กำหนดเบื้องต้นให้มีการตรวจสอบพื้นที่ใน 8 โครงการที่ คตร.กำหนดเบื้องต้นให้มีการตรวจสอบตั้งแต่ 16 มิ.ย.เป็นต้นไป โดยทั้ง 8 โครงการเป็นโครงการที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท ที่รอการอนุมัติในปีงบฯ 57 ประกอบด้วย 1.โครงการจัดหารถรุ่นใหม่สำหรับบริการเชิงพาณิชย์ 115 คัน ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) 2.โครงการจัดหาหัวรถจักร จำนวน 126 คัน ของ ร.ฟ.ท. 3.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (2554-60 ) เฟส 2ของ บริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. 4.โครงการจ้างให้บริการระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดย สารล่วงหน้า ของ ทอท.

          5.กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน 6.โครงการจัดการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ของกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) 7.โครงการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 (3 จี) ของ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) 8.โครงการสนับสนุนประชาชนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับ ชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

          "คตร.จะตรวจสอบทั้ง 8 โครงการให้แล้วเสร็จในเดือน ก.ย.นี้ นอกจากนี้ยังจะตรวจสอบโครงการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ และโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งของประเทศด้วย หากโครงการใดมีความคุ้มค่าการลงทุน และมีความเป็นไปได้ก็จะเดินหน้าดำเนินการต่อไป แต่หากพบว่าโครงการใดแพงไปจะให้ปรับลดวงเงินลง หรือ ไม่ชัดเจนก็ให้ชะลอไว้ก่อน หรือมีข้อบกพร่องก็จะให้กระทรวง ทบวง กรม ทบทวนโครงการ ทั้งนี้ คตร.ชุดใหญ่ จะประชุมติดตามและรายงานภาพรวมในทุกวันพุธ ซึ่งคาดว่านอกจาก 8 โครงการนี้แล้วจะมีโครงการอื่นๆ ตามมาเป็นระยะ โดยมีโครงการที่เข้าข่ายมูลค่าเกิน 1,000 ล้าน ทั้งสิ้น 28 โครงการ"

          สำหรับหน่วยงานที่ร่วมตรวจสอบประกอบด้วยกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กรมบัญชีกลาง สำนังกานตรวจเงินแผ่นดิน โดยคณะกรรมการชุดนี้ไม่มีนโยบายที่จะฟ้องร้องหรือดำเนินคดี แต่ถ้ามีมูลความผิดจะส่ง สตง.และสำนักงานคณะกรรมการป้งอกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

          ด้านนายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.กล่าวว่า ร.ฟ.ท.พร้อมให้คระกรรมการ คตร.ตรวจการดำเนินโครงการจัดหารถรุ่นใหม่สำหรับบริการเชิงพาณิชย์ 115 คัน และโครงการจัดหารถจักร 126 คัน โดยขณะนี้ทั้ง 2 โครงการเพิ่งลงนามสัญญาไปเพียงสัญญาเดียว คือ การจัดซื้อหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้าน้ำหนักกดเพลา 20 ตันต่อเพลา 20 คัน พร้อมอะไหล่วงเงิน 2,130 ล้านบาท ไม่รวมภาษีคมูลค่าเพิ่ม ซึ่งได้ลงนามกับบริษัท ป่าไม้สันติ จำกัด ไปเมื่อ มิ.ย.56 และเริ่มทยอยรับมอบหัวรถจักรรอบแรก 1-2 หัว เดือน ก.ค.นี้ถึงสิ้นปี เพื่อนำไปใช้บริการรับขนส่งสินค้า ส่วนโครงการที่เหลือจะประกวดราคาจัดซื้อหัวรถจักรใหม่อีก 50 คัน ขณะนี้กำลังตรวจคุณสมบัติผู้เข้าประกวดราคา

          ส่วนโครงการจัดหารถรุ่นใหม่สำหรับบริการเชิงพาณิชย์ 115 คัน ร.ฟ.ท.ได้เปิดประมูลด้วยระบบอีออคชั่นและได้ผู้ชนะแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงนามเป็นทางการ ต้องรอตรวจเอกสารและระเบียบต่างๆ อีกครั้งก่อนลงนาม "ยืนยันว่าการเข้ามาตรวจสอบของ คตร.ไม่ได้เป็นโครงการที่น่าสงสัย แต่เพราะเป็นโครงการที่มีงบฯ เกิน 1,000 ล้าน คตร.จึงเข้ามาช่วยดู รวมถึงหากติดปัญหาใดก็จะช่วยมาทำให้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ร.ฟ.ท.ยังได้เสนอ คสช.ให้อนุมัติกรอบเงินกู้ 8,800 ล้านบาทของ ร.ฟ.ท.เพื่อนำมาหมุนเวียนค่าจ้างเงิน เงินเดือน การจ่ายให้ผู้รับเหมาซึ่งอยู่ในส่วนของงบฯ ปี 57 ด้วย"

          ขณะที่ด้าน พล.ต.รณชัย มัญชุสุนทรกุล เจ้ากรมจเรทหารบก 1 ในคณะอนุกรรมการของ คตร.ได้เดินทางมายังทีโอทีโดยขอข้อมูลโครงการจัดสร้างโครงข่ายมือถือ 3 จีของทีโอที วงเงินลงทุน 15,999 ล้านบาท ซึ่งเป็น 1 ใน 8 โครงการที่ คตร.ขอเข้าตรวจสอบ โดยโครงการดังกล่าวได้เปิดประมูลเมื่อปี 54 และได้ติดตั้งสถานีฐานครบถ้วน 5,320 แห่ง เมื่อต้นปี 57 เป็นโครงการที่ถูกร้องเรียนไปยัง สตง.และ ป.ป.ช. ทำให้ คตร.ต้องเข้ามาตรวจสอบที่มาของโครงข่าย 3 จีทั้งหมด ซึ่งภายใต้โครงการนี้ ทีโอทีได้ทำสัญญาการให้เช่าใช้โครงข่ายเพื่อทำการตลาด 3 จี (เอ็มวีเอ็นโอ) กับเอกชน 5 ราย ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการ 500,000 เลขหมาย จากความจุโครงข่าย 3 จี ทั้งหมด 7.5 ล้านเลขหมาย อีกทั้งยังทำสัญญาการใช้บริการข้ามโครงข่ายมือถือภายในประเทศ (โรมมิ่ง) กับ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) 1 ล้าน เลขหมายและสัญญาการเช่าใช้ไวไฟ ระหว่างทีโอที กับบริษัท แอดวานซ์ โมบาย บรอดแบนด์ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายบริหาร ทีโอที.