ทรู หวังขึ้นเบอร์ 1 หลังดึงไชน่าโมบายล์ ระดมทุน 6.5 หมื่นล.

          "ศุภชัย เจียรวนนท์" แจงดึงไชน่า โมบายล์ ร่วมทุน 18% สืบเนื่อง จากเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระดับโลก พร้อมให้เก้าอี้บอร์ด 2 ที่และตั้งทีมงานร่วมกัน ส่วนทุนที่ระดม 6.5 หมื่นล้าน หวังเสริมความแกร่งทางการเงิน ตั้งเป้าขอครองแชมป์เบอร์ 1 เคเบิลทีวี-บรอดแบนด์ และ 3 จี

          นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการดึงบริษัท  ไชน่า โมบายล์ จำกัด เข้ามาถือหุ้นในสัดส่วน 18% เนื่องจากว่า ไชน่า โมบายล์ เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระดับโลก (global player) มีจำนวนฐานลูกค้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุด (จำนวน 800 ล้านรายทั่วโลก) เทียบเท่ากับเวอไรซอน คอมมิว นิเคชั่นส์ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา และไม่ได้จำกัดการลงทุนในสาธารณรัฐประชาชนจีนเท่านั้น แต่ได้ขยายการลงทุนไปยัง 30 ประเทศทั่วโลก ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายเริ่มเจรจาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

          "ไชน่า โมบายล์ ถือหุ้น 18% เป็นการที่ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงร่วมกันเพราะในหลักการของเราที่เคยพูดไว้จะให้พันธมิตรเข้ามาลงทุนในสัดส่วน 25% และลงทุนในสัดส่วน 18% เกิดจากการที่เราพยายามบาลานซ์ ให้อยู่ในสัดส่วน 1:1 โดย ไชน่า โมบายล์ ลงทุน 3 หมื่นล้านบาทผู้ถือหุ้นในปัจจุบันมีอยู่ 3.5 หมื่นล้านบาท"

          อย่างไรก็ตามเป้าหมายหลักของกลุ่มทรู หลังจากมีการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (TRUEGIF) เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือ การหาพันธมิตร ส่วนจำนวนเงินจากการจัดสรรหุ้นในครั้งนี้ 6.5 หมื่นล้านบาท นี้จะนำมาใช้หนี้จำนวน 5 หมื่นล้านบาทที่เหลือจำนวน 1 หมื่นล้านบาทจะใช้ในการลงทุนขยายโครงข่าย และการประมูลมือถือ 4 จี

          นายศุภชัยยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ไชน่า โมบายล์ จะส่งตัวแทนเข้ามานั่งเป็นกรรมการบริหารจำนวน 2 คน ไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการยกเว้นจะร้องขอและต้องเจรจาร่วมกัน  การเข้ามาของไชน่า โมบายล์ ถ้าเปรียบเทียบแล้ว ไชน่า โมบายล์เป็นผู้ผลิตและพัฒนาเทคโนโลยี จากในอดีตผู้ผลิตเทคโนโลยีอยู่ฝั่งประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรป แต่ตอนนี้เปลี่ยนขั้วมาอยู่ฝั่งจีน

          ส่วนความคาดหวังกับพันธมิตรใหม่ในครั้งนี้อย่าเปรียบเทียบเหตุการณ์ในอดีตและอย่ามองเป็นเรื่องลบ ก่อนหน้านี้กลุ่มซีพี และทรูเปิดให้พาร์ตเนอร์เข้ามาร่วมทุน ซึ่งทุกรายเป็นพันธมิตรที่ดี ยกตัวอย่างเช่น กรณีกับเวอไรซอน มีการเปลี่ยนตำแหน่งซีอีโอ และจำกัดการลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่า นั้น ขณะที่ฟรานซ์เทเลคอม หลังจากซื้อกิจการจากออเร้นจ์ ใช้เงินจำนวนมากในการซื้อคลื่นความถี่ทำให้ต้องถอนการลงทุนทั้งหมด เพราะมีการเปลี่ยนผู้บริหาร และเปลี่ยนผู้ถือหุ้น

          "เรามีความคาดหวังว่านโยบายของจีนมีความต่อเนื่องสูง เพราะเป็นประเทศที่อยู่ใกล้เคียงกันกับประเทศไทย เพราะฉะนั้นนโยบายของประเทศจีนไม่น่าจะหนีไปไหนแล้ว เราคิดว่าน่าจะลงตัวแล้วในครั้งนี้"

          นายศุภชัยกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การที่ ไชน่า โมบายล์ เข้ามาถือหุ้นในครั้งนี้ทำให้ฐานการเงินของบริษัทมีความแข็งแกร่ง และจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะที่ผ่านมาบริษัทมีข้อจำกัดเรื่องสัมปทาน แต่ตอนนี้สัมปทานมือถือ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว และอุตสาหกรรมโทรคมนาคมมีการเปิดเสรี

          "ถามว่าเราจะเป็นที่ 1 เลยหรือไม่คงไม่ใช่อย่างนั้น แต่จะเป็นที่ 1 ในเรื่องของ เคเบิลทีวี อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี  เพราะมีจำนวน 32 ล้านราย แบ่งเป็นมือถือ 23 ล้านราย โทรศัพท์บ้าน 1.7 ล้านราย เคเบิลทีวี จำนวน 2.4 ล้านเลขหมาย และ อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงจำนวน 1.9 ล้านเลขหมาย ดังนั้นการเข้ามาถือหุ้นในครั้งนี้ ไชน่า โมบายล์ จะทำให้ผู้ถือหุ้นเป็นบวกเพราะมีการเพิ่มทุน 6.5 หมื่นล้านบาท และในปีหน้าจะจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้น ส่วนการลงทุนในเมียนมาร์บริษัทได้ตัดสินใจชะลอการลงทุน"

          อย่างไรก็ตาม ไชน่า โมบายล์จะสนับสนุนเงินทุนให้บริษัทผ่านการจัดสรรหุ้นแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement) มูลค่าราว 2.86 หมื่นล้านบาท บริษัทจะเพิ่มทุนอีก 3.64 หมื่นล้านบาท โดยการจัดสรรหุ้นสามัญใหม่ เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering) จำนวน 5.64 พันล้านหุ้น โดยให้สิทธิผู้ถือหุ้นปัจจุบัน มีสิทธิจองซื้อหุ้นใหม่ในอัตราส่วน 2.5725 หุ้นสามัญเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ (2.5725 : 1) ในราคาหุ้นละ 6.45 บาท และแผนการเพิ่มทุนครั้งสำคัญนี้ ต้องได้รับมติเห็นชอบจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 25 กรกฎาคมนี้