ทีโอที-กสท รัฐวิสาหกิจโทรคมหวังพึ่ง คสช.สางปัญหาเดิม

          'ศึกษาแนวทาง ควบรวม 2 องค์กรเพื่อง่ายต่อการกำกับดูแล'

          สัปดาห์ที่ผ่านมา ภายหลังเรียก ผู้บริหาร และบอร์ดรัฐวิสาหกิจกว่า 50 แห่งไปหารือและรับฟังนโยบายจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฟากรัฐวิสาหกิจโทรคมนาคม ผู้บริหาร 2 ยักษ์การสื่อสาร ทีโอที และ กสท โทรคมนาคม ต่างเข้าประชุมที่สโมสรกองทัพบก วิภาวดีอย่างพร้อมเพรียงใน วันสุดท้ายของเดือน พ.ค. 2557 พอดี

          การประชุมเริ่มตั้งแต่เวลา 10.30 น. ยาวไปจนถึง 14.00 น. โดย คสช. ให้เวลา ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจทำข้อเสนอแนะ  หรือเรื่องที่ต้องการให้ช่วยผลักดัน หน่วยงานละ 3 นาที

          เมื่อสิ้นสุดการประชุม กระแสการ ควบรวมทีโอที และกสท ก็กระพือขึ้นอีก ซึ่งดูเหมือนจะมีมาเป็นระลอกในช่วงที่ เกิดการเปลี่ยนผ่าน หรือผลัดใบจากการ ยึดอำนาจการปกครองโดยทหารตั้งแต่ ปี 2549 ก็เคยมีกระแสการยุบรวม หรือควบรวมมาแล้วครั้งหนึ่ง เรื่อยไปถึง การยุบรวมแล้วนำบริษัทใหม่เข้ากระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ก็มีมาแล้ว

          หากผ่านมาถึงวันนี้ สถานะของ ทีโอที และกสท ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง  อาจจะต่างกันที่ปัจจุบันไม่ใช่องค์กร เสือนอนกินอีกต่อไป ทั้งหมดยุคพึ่งพิง เงินจากสัญญาสัมปทานมาได้ 1 ปีแล้ว

          :ชงแนวคิดรวมทีโอที-กสท

          นายสุรชัย ศรีสารคาม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  (ไอซีที) ผู้ทำข้อเสนอให้ คสช. กล่าวว่า  ไอซีทีต้องการศึกษาแนวทางความเป็นไปได้ที่จะควบรวมทั้ง 2 องค์กรเพื่อง่ายต่อการกำกับดูแล

          อีกทั้งยังจะทำให้เป็นบริษัทที่มีแข็งแกร่ง ซึ่งจะเป็นจุดแข็งสำคัญที่ช่วยให้ทั้งคู่อยู่รอดต่อไปได้ หลังจากไม่มีรายได้จากสัมปทานที่เคยได้รับจากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 หรือ พ.ร.บ.กสทช.

          แม้ที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที หลายรัฐบาลได้พยายามจะควบรวมทั้ง 2 รัฐวิสาหกิจ เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะการลงทุน ทำให้เหลือองค์กรโทรคมนาคมของประเทศเพียงแห่งเดียว แต่มีความแข็งแรงด้านโครงข่ายที่ช่วยเสริมซึ่งกันและกัน

          โดยกสท มีโครงข่ายเคเบิลใยแก้วใต้น้ำ โครงข่ายไฟเบอร์ออพติก และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปต่างประเทศ ขณะที่ทีโอที มีจุดแข็งเรื่องโครงข่ายไปยังผู้ใช้งานครัวเรือนหรือมีลาสไมล์เข้าถึงผู้ใช้บริการมากที่สุดด้วย จุดหมายสูงสุดของการรวมทีโอทีและกสท เข้าด้วยกันคือ การเป็นโครงข่ายแห่งชาติหรือเทเลคอม พูล ช่วงปี 2549

          :หวังเคลียร์สัมปทาน

          อย่างไรก็ดี จากรายละเอียดของแผนงานที่ ทีโอที และกสท จะเสนอ คสช.

          หรือแม้แต่แผนงานของไอซีทีกลับพบว่า ไม่มีแผนการควบรวม หรือความเป็นไปได้ในการควบรวมแต่อย่างใด ไอซีทีเสนอแผนการสานต่องานเดิมที่คงค้างอยู่ คือ การผลักดันให้เกิดจังหวัดต้นแบบอัจฉริยะ หรือสมาร์ทโพรวินซ์อย่างที่ทำได้ใน จ.นครนายก ซึ่งปีนี้แผนงานเดิมไอซีทีต้องการให้มีบริการภาครัฐอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจรใน 2 จังหวัดต้นแบบคือ นครนายก และภูเก็ต

          ส่วนทีโอที และกสท เสนอแผน ให้ คสช. ช่วยฟื้นฟูทั้งสองหน่วยงาน  โดยเฉพาะการสร้างความชัดเจนในการดำเนินงานด้วย เนื่องจากทั้งคู่เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจด้านโทรคมนาคม จากเดิมเป็น ผู้วางรากฐานการพัฒนาและกำกับการบริการโทรคมนาคมของชาติ แต่ปัจจุบันกลายเป็น ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายหนึ่งเช่นเดียวกับผู้ให้บริการเอกชนรายอื่นๆ แต่การทำงานของรัฐวิสาหกิจคู่นี้ต่างกันสิ้นเชิงกับเอกชน ทำให้แข่งขันไม่ได้

          นอกจากนี้ ตามขั้นตอนบริหาร ทั้งคู่ต้องปฏิบัติตามระเบียบรัฐวิสาหกิจ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานในกิจการของรัฐ (พ.ร.บ.ร่วมทุน) และขั้นตอนๆ อื่นที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงไอซีทีในฐานะกำกับดูแล กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ

          อีกทั้ง ยังต้องอยู่ในกำกับดูแลของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะผู้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ซึ่งขั้นตอนๆ ต่างเหล่านี้ จึงไม่เหมาะกับการแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่แข่งขันสูง และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาและอุปสรรคการทำงานของรัฐวิสาหกิจคู่นี้  ที่ออกโครงการมาแข่งกับเอกชนไม่ทันการ

          ตลอดจนเรื่องคลื่นความถี่ ที่เดิมทั้งคู่ได้รับสิทธิ์ในคลื่นความถี่ เพราะเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่เมื่อกฎหมายระบุให้คืนคลื่นแก่ กสทช. เมื่อสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน แต่อุปกรณ์ตามสัญญาสัมปทานต่างๆ ที่ได้รับโอนจากคู่สัญญาจะนำไปดำเนินการได้อย่างไร เพราะอุปกรณ์ดังกล่าวต้องใช้คลื่นความถี่ และหากต้องเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ต้องได้รับความเห็นชอบจาก คณะกรรมการ (บอร์ด) กระทรวงไอซีที กระทรวงการคลัง และครม.เป็นต้น

          ทั้งนี้ คลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์จะประมูลเดือนส.ค.2557 และคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ จะประมูลเดือนพ.ย. จึงจำเป็น ต้องขอความชัดเจนจาก คสช. ว่าจะให้ทั้งคู่เข้าร่วมประมูลหรือไม่ รวมถึงกำหนดนโยบายที่ชัดเจนสำหรับอนาคตว่าจะยังคงเป็นรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป หรือต้องดำเนินการอย่างไร เพื่อให้องค์กรอยู่รอด

          เนื่องจากถ้ายังเป็นเช่นเดิมต่อไป ทีโอทีจะประสบปัญหาการขาดทุนอย่างหนัก เฉพาะปีนี้ไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท จากเดิมมีกำไร มาตลอดเพราะมีส่วนแบ่งรายได้สัมปทาน  ขณะที่ กสท แม้จะไม่ขาดทุน แต่กำไรมี แนวโน้มลดลงกว่า 50% เหลือ 1,000 ล้านบาท จากเดิมมีมากกว่า 5,000 ล้านบาท

          :ทีโอที-กสทร่างรายงานส่ง

          นายยงยุทธ วัฒนสินธุ์ กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ ทีโอที กล่าวว่า ทีโอทีเสนอ  3 โครงการใหญ่มูลค่ารวม 40,000 ล้านบาทตามแผนฟื้นฟูองค์กร (เทิร์นอะราวด์) ที่ต้องหยุดชะงักไปช่วงรัฐบาลประกาศยุบสภาปลายปี2556 ต่อ คสช. แม้บางโครงการจะผ่านความ เห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)ไปแล้ว

          ขณะที่นายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า กสท ได้เสนอคำร้องขอไปยัง คสช. 4 ระยะคือ ปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขทันที ปัญหาระยะสั้นภายในปี 2557 ปัญหาระยะกลางปี 2558 และปัญหาระยะยาวหลังจาก ปี2559 โดยกสท อธิบายว่า บริษัทไม่มีปัญหาเรื่องเงินงบประมาณ สามารถอยู่ได้ด้วยการบริหารงานของตัวเอง ตามแผนการดำเนินงานปกติ และไม่มีงบประมาณที่รอให้อนุมัติ

          "ปัญหาของเรามันต้องแก้ในระดับนโยบาย เปลี่ยนเรื่องทรัพยากรบุคคล  ความรวดเร็วในการอนุมัติการดำเนินงาน  ซึ่งไม่ได้ติดอยู่ที่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว"