3 ค่ายเอาแน่ประมูลคลื่นมือถือก๊อก 2 เอไอเอสจับแน่นทีโอทีพร้อมโรมมิ่งทันที

ผ่าแผน "เอไอเอส" เตรียมโรมมิ่งสัญญาณ 3-4 จี "ทีโอที" หลังประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่ กสทช.จะเปิดประมูลกลางเดือน พ.ย. ได้สำเร็จ เผยมีโรดแมปแล้วแต่ยังติดปัญหาสุญญากาศทางการเมือง ขณะที่ "ดีแทค-ทรู" ร่วมประมูลคลื่น 1800-900 เมกะเฮิรตซ์

          แหล่งข่าวจาก บริษัท แอด วานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐ กิจ" ว่า ขณะนี้ เอไอเอส ได้วางโรดแมปทางธุรกิจไว้ในเบื้องต้นแล้ว หากชนะประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ เอไอเอส มีแผนเชื่อมโยงสัญญาณ (โรมมิ่ง) กับโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทีโอที 3 จี ของ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ที่ให้บริการคลื่นความถี่ในช่วงระหว่าง 1900-2100 เมกะเฮิรตซ์ ที่สามารถพัฒนาสู่การให้บริการระบบ 4 จีได้เหตุผลที่ เอไอเอส ต้องการเชื่อมโยงสัญญาณกับ บมจ.ทีโอที เนื่องจากว่า ทีโอที ได้ติดตั้งสถานีฐานในเฟสแรกไปแล้วมากกว่า 5,000 สถานี จำนวนผู้ใช้มีเพียง 3 แสนราย ซึ่งศักยภาพเครือข่ายของ ทีโอที ยังสามารถรองรับลูกค้าได้อีกเป็นจำนวนมาก และเอไอเอส  ต้องเสียค่าเช่าโครงข่าย

          ก่อนหน้านี้ บมจ.ทีโอที ได้เคยโรมมิ่งสัญญาณกับ เอไอเอส เช่นเดียวกัน "ถ้าเอไอเอสได้ใบอนุญาตปลายปีนี้ ช่วงต้นปี 2558 ทั้ง 2 ฝ่ายน่าจะบรรลุข้อตกลง แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถเจรจาได้ เพราะ ทีโอที อยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก องค์กรอยู่ในช่วงสุญญากาศทางการเมือง คือไม่มีเจ้าของ และไม่มีเจ้าภาพโดยตรง"

          ขณะที่แหล่งข่าวจาก บมจ.ทีโอที กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เมื่อวันที่ 24 กุมภา พันธ์ 2557 ซึ่งเป็นวันสถาปนา ทีโอที ครบรอบ 60 ปี ทั้งเอไอเอส และบมจ. ทีโอที เตรียมลงนามสัญญาแบ่งคลื่นความถี่ให้ เอไอเอส เข้ามาเช่าใช้จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ บนคลื่นความถี่ 1900 เมกะเฮิรตซ์ ที่ปัจจุบัน บมจ. ทีโอที ใช้งานไปแล้ว 10 เมกะเฮิรตซ์ ในลักษณะเช่าใช้อุปกรณ์ระหว่างกัน  โดย บมจ. ทีโอที มีการประมาณการรายได้ในส่วนนี้ราว 800 ล้านบาทต่อปี แต่ปรากฏว่าต้องเลื่อนการเป็นพันธมิตรออกไปไม่มีกำหนด เนื่องจากช่วงระหว่างนั้นม็อบกำนันสุเทพ เข้ามาปิดล้อมพื้นที่

          แหล่งข่าวยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากนี้ทั้ง 2 ฝ่ายยังจะมีบริการร่วมกันอีก 3 ธุรกิจ คือ 1. อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) 2.ระบบ SSID การกระจายจุดแอ็กเซส พอยต์ ของบริการไว-ไฟ และ 3. นำบริการจัสเพลย์ของ ทีโอที กับ แอดวานซ์ เอ็มเปย์ ของเอไอเอสมาให้บริการร่วมกัน ในลักษณะใช้เบอร์โทรศัพท์บ้าน ล็อกอินเข้าไปใช้บริการเอ็มเปย์

          สำหรับแผนการประมูลคลื่นความถี่ 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ กสทช.(คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ได้กำหนดโรด แมปไว้แล้วโดยคลื่นความถี่ 1800 เมกะ เฮิรตซ์ จะเป็นการประชุมครั้งแรกเห็นชอบร่างประกาศหลักเกณฑ์การประมูลในกลางเดือนเมษายน 2557 ขณะที่คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ประชุมเห็นชอบต้นเดือนพฤษภาคม และคาดว่าจะมีการประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์เดือนสิงหาคม และคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ราวเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2557

          ขณะที่นายวิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเอไอเอส กล่าวว่า  เอไอเอส ประมูล 2 คลื่นความถี่ คือ 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ อย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นคลื่นความถี่ที่สามารถนำเข้ามาต่อยอด และขยายช่องสัญญาณเพิ่มเติมได้อีกด้วย

          ส่วนราคากลางขณะนี้ กสทช. ยังไม่ได้กำหนดอย่างเป็นทางการ กรณีที่มีกระแสข่าวว่า กสทช. ได้ผลการศึกษาราคาเริ่มต้นคลื่นความถี่ที่ได้รับจากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) เบื้องต้นมีราคา 5,000 ล้านบาท ต่อ 5 เมกะเฮิรตซ์ สำหรับคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 9,000 ล้านบาท ต่อ 5 เมกะเฮิรตซ์ สำหรับคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์

          โดยกทค.จะเปิดประมูลคลื่น 1800 จำนวน 25 เมกะเฮิรตซ์ หรือราคาเริ่มต้นประมูลจะอยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท และเปิดประมูลคลื่น 900 จำนวน 17.5 เมกะเฮิรตซ์ หรือราคาเริ่มต้นประมูลอยู่ที่ 31,500 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้ขั้นต่ำที่ กทค.จะได้รับจากการประมูลคลื่นเบื้องต้นทั้ง 2 คลื่นความถี่ มูลค่า 56,500 ล้านบาท

          "ผมเชื่อว่า กสทช. ยังไม่ได้กำหนดราคากลางอย่างเป็นทางการ เพราะ กทค.(คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ในฐานะรับผิดชอบส่วนนี้อยู่ระหว่างวางแผนและจัดทำประชาพิจารณ์" นายวิเชียรกล่าว

          อย่างไรก็ตาม สำหรับ ดีแทค หรือ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารทั้ง 2 ฝ่ายได้ออกมาประกาศจุดยืนแล้วว่าจะร่วมประมูลคลื่นความถี่ 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์เช่นเดียวกัน

          อนึ่งก่อนหน้านี้ กสทช.ได้ออกใบอนุญาตคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์  ให้กับผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย คือ เอไอเอส, ดีแทค และทรูมูฟ โดยการประมูลคลื่นทั้ง 45 เมกะเฮิรตซ์ มีมูลค่าทั้งสิ้น 41,625 ล้านบาท