ยงยุทธ วัฒนสินธุ์ จะนำ TOT ฝ่ามรสุมช่วงปัจจัยลบรุมอย่างไร

ในที่สุด บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT ก็หมดยุค "เสือนอนกิน" หลังจากมาตรา 84 ของพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 (พ.ร.บ.กสทช.) ที่มีผลเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2556 ที่ผ่านมานั้น ทีโอทีต้องนำเงินจากรายได้สัญญาสัมปทานนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินทั้งหมด ประกอบกับสถานการณ์ปัจจุบันไม่มีรัฐบาลใหม่หลายโครงการต้องชะงัก ในช่วง หัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ยงยุทธ วัฒนสินธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอทีมีแผนรับมืออย่างไร

          โดยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที ท่านนี้บอกว่า หลังจากที่รัฐบาลประกาศยุบสภาเมื่อปลายปี 2556 ทำให้ 3 โครงการใหม่ที่ ทีโอที รอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องเลื่อนออกไป แม้ว่า บางโครงการจะผ่านความเห็นชอบจาก สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปแล้ว โดยทั้ง 3 โครงการใหม่เป็นไปตามแผนฟื้นฟูองค์กร (เทิรน์อะราวด์) ตามที่ ทีโอที เสนอไปแล้ว โดยขณะนี้รอเพียงการอนุมัติงบประมาณที่ ทีโอที ร้องขออนุมัติงบลงทุนจำนวน 40,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการโทรศัพท์ 2 ล้านพอร์ต จำนวน 30,000 ล้านบาท โครงการสร้างโครงข่ายอัจฉริยะ (เอ็นจีเอ็น) 2,800 ล้านบาท และโครงการสร้างสายเคเบิลใต้น้ำ 5,000 ล้านบาท

          "ทุกโครงการที่เสนอไปก่อนหน้านี้ผ่านขั้นตอนตามระเบียบหมดแล้ว เหลือเพียงให้ครม.อนุมัติแต่เมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้ เราก็ต้องทำส่วนที่ทำได้ไปก่อน ซึ่งปีนี้เราประเมินว่าบริษัทจะขาดทุนอย่างน้อย 5,000 ล้านบาท"

          โดยเมื่อต้นเดือนมกราคม 2557 ทีโอที ได้จัดทำแผนการบริหารงานส่งไปรายงานหน่วยงานที่สังกัดอยู่ทั้ง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)และ กระทรวงการคลัง ในฐานะ ผู้ถือหุ้นใหญ่แล้ว แต่ยังไม่ได้รวมการประเมินปัจจัยเสี่ยงว่าจะมีความไม่แน่นอนทางการเมือง และผลพวงจากเศรษฐกิจในประเทศที่ไม่ขยายตัว

          โดยเมื่อสิ้นไตรมาส 1 2557 มีการรายงานผลสรุปยอดขาย การทำตลาดลงรายละเอียดในแต่ละพื้นที่ เช่น ภูมิภาค และนครหลวง ก็พบว่าอัตราการเติบโตลดลงมากกว่า 10%

          ดังนั้นในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ทีโอที ได้เรียกทีมหัวหน้าตัวแทนการขายที่ใกล้ชิดกับลูกค้าในพื้นที่ทั่วประเทศกว่า 100 คน เข้ามารับทราบแผนการดำเนินการใหม่ที่ปรับให้เข้ากับสภาพเศรษฐกิจ และกำลังซื้อของลูกค้ามากขึ้น ซึ่งจะเน้นการขายพ่วง บริการของ ทีโอที ที่มีอยู่ทั้งหมด

          เช่น บริการอินเตอร์เนตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) เอดีเอสแอล บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทีโอที 3จี (3G TOT)บริการไอพีทีวีของ ทีโอที ในราคาที่ถูกลงกว่าเดิม และให้พนักงานพยายามเข้าไปขยายตลาดใหม่เพิ่มเติม ทั้งนี้เพื่อหารายได้ทดแทนรายได้ที่หายไป

          "การเรียกประชุมผู้บริหารก็เพื่อปรับแผนการดำเนินงาน หลังโครงการใหม่ยังไม่สามารถผ่าน ครม.ได้ อาจจะมีการปรับเปลี่ยน งบประจำปีของ ทีโอที ในปี 2557 จำนวน 4,000-5,000 ล้านบาท ที่เดิมใช้กับการขยายโครงข่ายคอร์ เนตเวิร์ก สำหรับบริการบรอดแบนด์ เพียงอย่างเดียว แต่จะปรับเปลี่ยนไปลงในสายธุรกิจให้เข้ากับแผนฟื้นฟูองค์กร"

          พร้อมยอมรับว่าได้ปรับแผนลงทุนโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G เฟส 2 ที่เดิมทีโอที จะลงทุนเองจำนวน 30,000 ล้านบาท โดยไม่ได้ดำเนินการเองแล้ว

          "คงไม่ได้ทำเองแล้ว แต่ได้หาออกทางเป็นสองแนวทางเพื่อให้ ทีโอทีมีรายได้จากการดำเนินการ 3G"

          โดยแนวทางที่ 1 การให้ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)หรือ เอไอเอสเช่าใช้โครงข่าย บนคลื่นความถี่ 1900-2100 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) จำนวน 15 MHz ของ ทีโอที และการร่วมกันใช้สถานีฐานทีโอทีจำนวน

          5,320 สถานีฐาน รวมถึงสถานีฐานของเอไอเอสที่ภายในสิ้นปีนี้จะมีอีก 15,000 สถานีฐาน ซึ่งจะทำให้ทีโอทีมีรายได้ 4,000 ล้านบาทต่อปี แนวทางนี้เป็นการดำเนินธุรกิจเหมือนโมเดลเดียวกับ บริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด (ในเครือกลุ่ม ทรู คอร์ปอเรชั่น) ที่ทำร่วมกับ บริษัท กสท โทรคมนาคม อย่างไรก็ตามโมเดลดังกล่าวปัจจุบันยังคงติดอยู่ในการนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.)เนื่องจากรัฐบาลประกาศยุบสภาลงก่อนการพิจารณาดังกล่าวคงต้องรอให้มีรัฐบาลชุดใหม่ก่อน

          แนวทางที่ 2 หากโมเดลแรกติดเรื่องการเสนอครม.โดยการแบ่ง แบนด์วิธให้ เอไอเอสเช่าใช้จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ บนคลื่นความถี่ 1900-2100 ซึ่งปัจจุบันทีโอทีใช้งานไปแล้ว 10 เมกะเฮิรตซ์ และจะมีการ โรมมิ่งบริการด้านเสียง (วอยซ์) และข้อมูล (ดาต้า) ระหว่างกัน ซึ่งคาดว่าโมเดลดังกล่าวจะทำให้ทีโอที มีรายได้ราว 800 ล้านบาท ต่อปี อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะดำเนินธุรกิจอย่างไร เพราะต้องผ่านความเห็นชอบหลายขั้นตอน