ชอร์ตเซลเขย่าขวัญ!เปิดเคล็ดเอาตัวรอด

Published on 2020-09-30   By ทันหุ้น
ทันหุ้น- สู้โควิด - นับถอยหลัง ชอร์ตเซล คัมแบ็กแรงเกินพันล้านบาท ชี้สถานการณ์เศรษฐกิจยังแย่ หุ้นแพง ใกล้ประกาศงบ หวั่นนักลงทุนรายย่อยหาย หลังเจอความผันผวน เปิดโผหุ้นเสี่ยงถูกชอร์ตรายตัว พร้อมกลยุทธ์เอา ตัวรอด แนะวิธีดูหุ้นถูกชอร์ตป้อง กันพอร์ต เปิดไทม์ไลน์โอกาสไหน ถูกชอร์ต ท่องเที่ยว พลังงาน แบงก์ ต้องระวัง!
          เตรียมตัวให้พร้อม 1 ตุลาคมนี้ ที่ตลาด หลักทรัพย์จะกลับไปใช้เกณฑ์ชอร์ตเซลปกติ สามารถโยนขายหุ้นฝั่งเสนอซื้อได้ (Zero Plus Tick) หลังจากสิ้นสุดมาตรการรักษาเสถียรภาพทำให้ชอร์ตเซลต้องวางฝั่งเสนอขาย (Up Tick) จนวอลุ่มการ ชอร์ตเซลหายไป
          นายธีรวุฒิ กานต์นิภากุล ผู้อำนวยการ Equity Derivative บริษัทหลักทรัพย์ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ระบุว่า สถานการณ์ซอร์ตเซลได้ขยับเพิ่มขึ้นมามากในช่วงสัปดาห์ก่อนแม้ว่าจะยังไม่ได้กลับไปใช้เกณฑ์ปกติ และได้ปรับลดลงมาในสัปดาห์นี้ สามารถอธิบายได้ว่า ลักษณะของนักลงทุนขณะนี้จะเล่นสั้น เปิดชอร์ตแล้วก็ปิดไว ไม่ได้ชอร์ตยาว
          อย่างไรก็ดีในการชอร์ตเซลนั้นนักลงทุนจะต้องประเมินสภาวะตลาดเป็นหลักว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร ถ้ามีแนวโน้มขึ้นก็จะยังไม่มีการเปิดชอร์ต แต่ถ้ามีแนวโน้มลง โอกาสในการเปิดชอร์ตก็จะสูง ซึ่งปัจจัยสำคัญของชอร์ตเซลนั้น ก็คือโรบอทเทรด จะเป็นตัวซ้ำเติมทำให้การชอร์ตมีความรุนแรงและเร็ว โดยเฉพาะการโยนฝั่งซ้ายได้ ก็จะยิ่งลงแรง
          โดยแนะนำให้นักลงทุนตรวจสอบสถานะการเปิดสัญญา (OI) ของหุ้นสต๊อกฟิวเจอร์ส หากสต๊อกฟิวเจอร์ส เปิดมากและราคาปรับตัวลงก็มีแนวโน้มว่าหุ้นนั้นๆ กำลังถูกชอร์ตเป็นหลัก สามารถระมัดระวังได้
          2 กลุ่มสุ่มเสี่ยง
          ด้านนายณัฐชาติ เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการ ผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ ประเมินว่า การสิ้นสุดมาตรการควบคุม ชอร์ตเซลจะทำให้มูลค่าชอร์ตเซลในตลาดกลับมาสูงกว่า 1 พันล้านบาทได้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากช่วงที่ผ่านมามูลค่าการชอร์ตต่ำเพียงไม่กี่ร้อยล้านบาท ที่น่าสนใจ คือ อาทิตย์ที่ผ่านมาก็มีวันที่มีมูลค่าชอร์ตเซลพุ่งไปถึง 1 พันล้านบาททั้งๆ ที่ยังควบคุมการชอร์ตเซลอยู่ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการชอร์ตเซลจะยังไม่ได้กลับมารุนแรงเป็น 3-5 พันล้านบาท
          การชอร์ตเซลจะเป็นปัจจัยที่สร้างความผันผวน ให้กับตลาดหุ้นไทยมากขึ้น โดยเฉพาะความผันผวนทางลง พอมีแรงขายเปิดก็มักจะมีผู้ตามทั้งจากระบบเทรด และนักลงทุนทั่วไป ซึ่งทางทรีนีตี้ได้แนะนำให้มีสถานะชอร์ตตามไปด้วยบริเวณ 1,270-1,280 จุด หรือถือเงินสดเพื่อรอไปซื้อด้านล่าง เนื่องจากประเมินว่า มีโอกาสที่ตลาดหุ้นจะปรับตัวลดลง เนื่องจากมูลค่าหุ้นไทยในปีหน้าอิง EPS ที่ 75 บาท ทำให้ P/E ยังสูงอยู่ถึง 17 เท่า ขณะเดียวกันหุ้นขนาดใหญ่ก็ยังมีแนวโน้มที่แพงกว่าหุ้นขนาดกลางและเล็ก เนื่องจากกำไรลดลง ดังนั้นเมื่อผู้ชอร์ตเห็นหุ้นแพงก็น่าจะที่ชอร์ตได้อย่างสะดวกใจ ประกอบการสถานการณ์ปัจจุบันยังมีประเด็นความไม่แน่นอนทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ทำให้มีโอกาสที่จะกดลงไปบริเวณ 1,200 จุด
          สำหรับมุมมองหุ้นที่จะถูกหยิบมาชอร์ตแบ่งได้ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มหุ้นที่ชอร์ตด้วยปริมาณมากก่อนออกมาตรการกลางเดือนมีนาคม และพอออกมาตรการ UP TICK แล้วมีสัดส่วนการชอร์ตน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอนุมานได้ว่า กลุ่มเหล่านี้เคยถูกโยนซ้าย มาก่อน ต้องระมัดระวัง ประกอบด้วย PTTGC, TRUE, SCB, EA, TOP, ADVANC, GULF
          กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่มีการชอร์ตเซลเป็นจำนวนมากในวันที่ 24 กันยายน ซึ่งเป็นวันที่มูลค่าชอร์ต กลับมาเกิน 1 พันล้านบาท ทั้งๆ ที่มีมาตรการอยู่ เป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน ซึ่งหุ้นที่มีการชอร์ตเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในรอบ 1 เดือนก่อนหน้า ประกอบด้วย CENTEL, JMT, JAS, AOT, DTAC, ERW, MINT, GLOBAL, BJC, AWC, EA, SCC ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวอาจจะเป็นเพราะราคาหุ้นปัจจุบันเล่นไปถึง 2-3 ปีข้างหน้า และเป็นไปได้ว่ากำไรไตรมาส 3 ที่ออกมาจะเลวร้าย
          หวั่นรายย่อยหาย
          ด้านนายสรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย เปิดเผยว่า มีโอกาสที่การชอร์ตเซลจะกลับมาสูงเป็นปกติเหมือนในอดีตได้ง่าย โดยที่ผ่านมา SET มีสัดส่วนชอร์ตเซล 8-10% ของมูลค่าซื้อขาย หรือราว 3 พันล้านบาท แต่หลังจากมาตรการทำให้มูลค่าการชอร์ตลดลงมาเหลือ 2-3% หรือ 400-600 ล้านบาท
          โดยประเด็นที่น่าจับตานั้นก็คือการกลับมาชอร์ต อาจจะทำให้สัดส่วนของนักลงทุนรายย่อยหายไป จากเดิมที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 37% เป็น 45% ช่วงมีมาตรการ ซึ่งทำให้หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กปรับตัวเพิ่มขึ้นมาด้วย เนื่องจากไม่มีการชอร์ตเข้ามาดักบั่นทอนความ เชื่อมั่น แต่พอกลับมาตลาดที่ผันผวนขึ้นก็จะทำให้วอลุ่มรายย่อยจะลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด สำหรับกลุ่มที่มีโอกาสถูกชอร์ตสูงได้แก่หุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคาร เพราะพวกนี้ต่างชาติมีกระสุนถือหุ้นสูง โดยเฉพาะธนาคาร รวมไปถึงหุ้นขนาดกลางที่ปรับเพิ่มขึ้นแรง
          ทั้งนี้ต้องจับตาว่าตั้งแต่ 1 ตุลาคม จะมีเหตุการณ์ใดบ้างที่จะทำให้ถูกชอร์ต ซึ่งมองว่า มีหลายเหตุกาณ์ทั้งการพรีวิวผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ความไม่แน่นอนของการเลือกตั้งสหรัฐ การเลือกตั้ง ซึ่งก็จะส่งผลต่อกลุ่มพลังงานและธนาคาร รวมถึงนักลงทุนต้องงดหุ้นที่เล่นขึ้นมาด้านสตอรี่ และกลับไปโฟกัสเรื่องผลประกอบการ โดยมองกรอบทางเทคนิคไว้ที่ 1,200-1,290 จุดในเดือนตุลาคม มองกลุ่มที่น่าลงทุนคือ เดินเรือ PSL, รถไฟฟ้า BEM และโรงไฟฟ้า GULF