JASแรงราคาพุ่งพรวด13% กสิกรฯเชียร์ซื้อ3.56บาท

Published on 2020-09-21   By ข่าวหุ้น
แห่เก็งกำไรหุ้น JAS ราคาชนซิลลิ่งพุ่ง 13.39% หลังบล.กสิกรไทยออกมาเชียร์ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายใหม่ 3.56 บาท ชี้ปัจจัยบวกการสร้างกระแสเงินสดอิสระ (FCF) เป็นบวกต่อเนื่องสำคัญกว่าการขาดทุนทางบัญชี บวกกับความสำเร็จรวมบริการกับพันธมิตรช่วยรักษาฐานลูกค้าและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น และมีการบริหารการเงินเชิงรุก
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS เมื่อวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นค่อนข้างร้อนแรงตามแรงซื้อเก็งกำไรของนักลงทุน หลังบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ออกบทวิเคราะห์เพิ่มคำ PAGE \*Arabic แนะนำ “ซื้อ” หุ้น JAS ส่งผลให้การซื้อขายระหว่างวันขึ้นไปชนซิลลิ่งที่ราคาสูงสุด 2.92 บาท ก่อนจะลงมาปิดตลาดที่ราคา 2.88 บาท บวกเพิ่มขึ้น 0.34 บาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 13.39% ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 798.88 ล้านบาท
          บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า อัพเกรดคำแนะนำหุ้น JAS เป็น Outperform จาก Underperform โดยปรับลดราคาเป้าหมายใหม่ในปี 2564 อยู่ที่ 3.56 บาท จากเดิม 5.50 บาท โดยสาเหตุเพราะประเมินว่า 1.การสร้างกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow หรือ FCF) ที่เป็นบวกต่อเนื่องของ JAS มีความสำคัญมากกว่าความกังวลในตลาดเกี่ยวกับการขาดทุนทางบัญชีไปอีก 2-3 ปี
          2.ความสำเร็จในการรวมบริการร่วมกับ HBO, MONOMAXX และ DTAC ช่วยรักษาฐานลูกค้าได้และทำให้ความสามารถในการสร้างรายได้มากขึ้น 3.มีการบริหารจัดการเงินทุนเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง และ 4.น่าจะเกิดการรวมกิจการตลาดให้บริการโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Fixed Broadband หรือ FBB)
          ดังนั้น จึงเป็นโอกาสในการเข้า “ซื้อ” หุ้น JAS เนื่องจากการดำเนินงานไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีแรงเทขายหุ้น JAS มากเกินไป (ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันราคาปรับลดลง 47% เทียบกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) ปรับลดลง 16%) จึงประเมินมูลค่าหุ้นน่าสนใจ
          บล.กสิกรไทย ประเมินว่า ยังคงแนวโน้มบวกสำหรับธุรกิจให้บริการโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (FBB) ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า เพราะเหตุผลสำคัญ 3 ประการ คือ 1.ธุรกิจ FBB ไม่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 2.อัตราการเจาะตลาด (penetration rate) FBB ยังคงต่ำโดยอยู่ที่ 45.7% ของครัวเรือนทั้งหมด ณ ปี 2562 3.ผู้ประกอบการ FBB ภาคเอกชนทั้ง 3 ราย ได้แก่ TRUE, JAS และ ADVANC ได้พยายามรวมบริการอื่น ๆ เข้าด้วยกัน เช่น บรอดแบนด์โมบายล์ คอนเทนต์ ดิจิทัล นอกเหนือจากบริการ FBB ของตนเอง ซึ่งน่าจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้น
          ขณะที่ ความเข้มข้นในการแข่งขันในตลาด FBB รุนแรงกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ในก่อนหน้านี้และนานกว่าที่คาด เราเป็นกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับพัฒนาการในการกำหนดราคา FBB ในตลาด เนื่องจากผู้ประกอบการ FBB ได้ลดแพ็กเกจในการเข้าใช้ (สำหรับความเร็วพอประมาณ) จาก 590 บาท เหลือ 295 บาท ซึ่งในด้านดี การแข่งขันเรื่องราคาจะเพิ่มอัตราการเจาะตลาด FBB ส่วนในด้านลบ การแข่งกันตัดราคานานเกินไปจะทำลายมูลค่าของผู้ถือหุ้น ผ่านการไดลูทรายได้ต่อเลขหมาย (ARPU) กดดันกำไร และต้องมีรายจ่ายในด้านลงทุน (Capex) มาก
          นอกจากนี้ เรามองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการสร้างความเป็นปึกแผ่นในตลาด FBB ในอนาคต โดย JAS เป็นหนึ่งในสามบริษัทที่กำลังตกเป็นเป้าหมายในการเข้าซื้อกิจการ (เทกโอเวอร์) ที่ดีที่สุด เพราะเหตุผลสำคัญ 3 ข้อ คือ 1.JAS ทำแต่ธุรกิจ FBB อย่างเดียว ไม่เหมือน ADVANC และ TRUE ที่มีบริการโทรคมนาคมหลายอย่าง 2.สถานะในตลาด FBB ของ JAS เป็นผู้ประกอบการ FBB ที่ใหญ่เป็นอันดับสองในแง่ของฐานสมาชิกและรายได้ ทำให้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถานะบริการโทรคมนาคมแบบบูรณาการของผู้ประกอบการมือถือทั้งสามรายได้
          และ 3.ภาระต้นทุนเงินสดคงที่ของ JAS กับ JASIF จะต้องได้รับการแก้ไขในอีก 10-11 ปีข้างหน้าก่อนที่สัญญาค่าเช่า (OFC) จะสิ้นสุดในปี 2575 และ 4.มูลค่าบริษัทของ JAS ต่อสมาชิกในขณะนี้อยู่ที่ 5,600 บาท เมื่อเทียบกับของ ADVANC ซึ่งอยู่ที่ 15,200 บาท DTAC อยู่ที่ 6,900 บาท และ TRUE อยู่ที่ 8,800 บาท ซึ่งชี้ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะสร้างมูลค่า
          อย่างไรก็ตาม บล.กสิกรไทย ลดการคาดการณ์ผลประกอบการทางการเงินปี 2563-2565 เพื่อสะท้อนผลกระทบของการแข่งขันที่รุนแรงกว่าคาดในตลาด FBB และเราลดประมาณการสมาชิก FBB ปี 2563-2565 ลงประมาณ 2.6%, 1.7% และ 0.2% ตามลำดับ และลด FBB ARPU ในปี 2563-2565 ลงประมาณ 1.5%, 0.9% และ 3.3% ตามลำดับ