โบรกฯชู"JASIF-DIF"สวนกระแสหลุด1300 ตลท.จ่อปลดล็อกซิลลิ่ง-ฟลอร์ ชอร์ตเซล สิ้นก.ย.นี้

Published on 2020-09-09   By ข่าวหุ้น

โบรกฯ แนะเก็บ “อินฟราสตรักเจอร์ฟันด์” ทั้ง DIF และ JASIF ยีลด์สูง หนีตลาดผันผวนและภาวะดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่กองทุนให้ผลตอบแทน 6.6-9.6% ต่อปี ราคาไม่ผันผวน ไม่ได้รับผลกระทบจากภาคเศรษฐกิจ เหตุมีสัญญาเช่าระยะยาวรายได้คงที่จาก JAS และ TRUE ด้าน “ภากร” ยันมาตรการชั่วคราวชอร์ตเซล และซิลลิ่ง-ฟลอร์ จะใช้ถึงสิ้นเดือน ก.ย.นี้ หากตลาดหุ้นยังผันผวนสูง อาจต่อออกไปอีก ส่วนตลาดหุ้นไทยวานนี้ ดัชนีปิดร่วงหลุด 1,300 จุด
          นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด แนะนำลงทุนหุ้นกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรักเจอร์ฟันด์) ที่ให้อัตราผลตอบแทนต่อหน่วยสูง 6% ขึ้นไป อาทิ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล หรือ DIF
          โดยกองทุนดังกล่าวไม่ได้รับผลกระทบจากภาคเศรษฐกิจที่กำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ เนื่องจาก JASIF มีรายได้มาจากค่าเช่าที่คงที่จากบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ขณะที่ DIF มีค่าเช่าเสาสัญญาณจากบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ซึ่งเป็นสัญญาระยะยาว ไม่ได้รับผลกระทบต่อกระแสเงินสด จึงเป็นตัวเลือกสำหรับการลงทุนในช่วงนี้ ขณะที่ยีลด์ก็สามารถคำนวณได้ง่าย เนื่องจากราคาไม่ผันผวน อยู่ในระดับที่น่าสนใจ
          สำหรับ DIF ให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (DY) อยู่ที่ประมาณ 6.6% และ JASIF ที่ 9.6% ในขณะที่ผลตอบแทนดอกเบี้ยแบงก์อยู่ในระดับต่ำกว่า 1%
          บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำหุ้นปันผลสูง JASIF และ DIF
          ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด ปรับเพิ่มคำแนะนำ DIF เป็น “ซื้อ” เป้าหมาย 16.23 บาท ปัจจัยหนุนราคาหุ้นมาจากเงินปันผลต่อหน่วย หรือ DPU ที่สูงขึ้น จากดอกเบี้ยที่ลดลง และ TRUE ขายตราสารหนี้ได้สำเร็จ ในการออกหุ้นกู้ของ TRUE เพื่อลดความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ รวมทั้งการใช้เครือข่าย 5G ในเชิงรุกของ TRUE
          ทั้งนี้ ปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย DIF ขึ้น 0.4% หรือจาก 16.17 บาท เป็น 16.23 บาท เนื่องจากปรับฐานกระแสเงินสดไปเป็นสิ้นปี 2564 อย่างไรก็ตามชอบ JASIF มากกว่า DIF เนื่องจาก 1.สถานะเงินสดสุทธิของ JASIF 2.ระยะเวลาการถือหุ้น 5 ปี ใน JASIF ของ JASและ 3.อัตราตอบแทนเงินปันผลของ JASIF ที่สูงกว่าของ DIF 3% คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (DY) รายปีที่ 9.6%
          โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ” JASIF ด้วยราคาเป้าหมายใหม่ที่ 11.58 บาท ปัจจัยบวกต่อหุ้นคือ DPU ที่สูงกว่าคาด จากการสำรองสภาพคล่องที่ต่ำกว่าคาด และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี (bond yield) ที่ต่ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ยังคงประมาณการกำไรตามเดิม
          ปลดล็อกซิลลิ่ง-ฟลอร์ ชอร์ตเซล
          นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า เกณฑ์เพื่อลดผลกระทบจากโควิด-19 ชั่วคราว ทั้งเกณฑ์ราคาเสนอขายชอร์ต (Short Sell) และเกณฑ์ราคาเสนอซื้อขายสูงสุดและต่ำสุด (Ceiling & Floor) ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ ยังไม่สามารถสรุปอย่างชัดเจนได้ว่าจะพิจารณาขยายเวลาออกไปหรือไม่ เนื่องจากต้องดูความผันผวนของตลาดหุ้นไทยประกอบกัน
          “ปัจจุบันความผันผวนของตลาดหุ้นไทยยังคงมีอยู่ ซึ่งเคลื่อนไหวในระดับ 20-30% ต่อปี แต่เป็นระดับที่ตลาดฯ เริ่มยอมรับได้ (New Normal) ซึ่งหากภาพรวมตลาดฯ ยังเคลื่อนไหวระดับดังกล่าว ก็จะยุติการใช้มาตรการชั่วคราวลงในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ขณะที่ความเคลื่อนไหวช่วงระดับดังกล่าวมากกว่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดโควิดที่เคลื่อนไหวอยู่ที่ 15%” นายภากร กล่าว
          อย่างไรก็ตาม นายภากร กล่าวว่า หากตลาดฯ ยังมีความผันผวนสูงและมีเหตุการณ์รุนแรง ตลาดฯ ยังมีโอกาสใช้มาตรการดังกล่าวต่อ และหากรุนแรงกว่าที่คาด ยังมีมาตรการอีก 4-5 รายการเพื่อช่วยลดความร้อนแรงลง เช่น การปรับอัตรามาร์จิ้น, การปรับเปลี่ยนเวลาซื้อขาย เพื่อรองรับเป็นต้น ทั้งนี้มาตรการชั่วคราว Short Sell และ Ceiling & Floor ดังกล่าวอาจเป็นมาตรการถาวร ซึ่งต้องพิจารณาสภาพตลาดฯ และกฎระเบียบประกอบกัน ซึ่งเป็นโจทย์ระยะยาวที่ตลาดฯ ต้องพิจารณา
          ส่วนประเด็นที่มีข่าวลือว่าการไม่ต่ออายุเกณฑ์ดังกล่าวนั้นทำให้ตลาดหุ้นเกิดความผันผวนในขณะนี้ เชื่อว่าความผันผวนที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากปัจจัยดังกล่าว แต่เป็นความผันผวนที่เกิดขึ้นทั่วโลก
          "สิ่งที่เราคิดว่าความผันผวนที่สูงในตลาดหุ้นไทยมันอาจจะเป็นการผันผวนปกติแล้วหรือ New Normal เห็นจากความผันผวนก่อนหน้าโควิดอยู่ที่ระดับ 15% ต่อปี พอเกิดเหตุการณ์ช่วงเดือนมีนาคมเคยผันผวนถึง 100% และลงมาอยู่ระดับ 20-30% ซึ่งปัจจุบันยังเป็นระดับนี้อยู่ เราจึงต้องดูว่าตลาดฯ จะกลับมาผันผวนเท่าระดับก่อนโควิดหรือไม่ แต่ตอนนี้ไม่เป็นเช่นนั้น รวมถึงตลาดทั่วโลกที่ยังสูงกว่าก่อนเกิดโควิด แต่ตอนนี้เรายังไม่มั่นใจว่าเหตุการณ์ปกติคืออะไร เราจึงขอดูข้อมูลตรงนี้จนถึงใกล้สิ้นเดือนกันยายนนี้ก่อน หากผันผวนปัจจุบันคือ New Normal จริง เราคงยกเลิกเกณฑ์ดังกล่าว" นายภากร กล่าว
          ด้านนายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลท. กล่าวว่า ในเดือนสิงหาคม 2563 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปิดที่ 1,310.66 จุด ปรับลดลง 1.3% จากเดือนก่อน โดยมีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับความเชื่อมั่นผู้ลงทุน ได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน ความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกสอง รวมถึงเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองในประเทศ ทำให้ดัชนี (SET Index) ปรับลดลง 17.0% จากสิ้นปีก่อน แต่ยังอยู่ในระดับที่สูงกว่า MSCI ASEAN ที่ลดลง 19.9% จากสิ้นปีก่อนหน้า
          โดยพิจารณารายอุตสาหกรรมเทียบกับสิ้นปี พบว่าอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมปรับตัวดีกว่าดัชนี และมีกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ในแดนบวก นอกจากนี้ยังมีสัญญาณการฟื้นตัวของบริษัทจดทะเบียนที่ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ดีกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และในบางกลุ่มธุรกิจในภาคบริการที่ได้อานิสงส์จากการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ที่อาจจะนำไปสู่การเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เร็วขึ้น
          ในส่วนของมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวมใน SET และ mai ในเดือนสิงหาคม 2563 อยู่ที่ 56,512 ล้านบาท และหากพิจารณาในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2563 มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวมอยู่ที่ 66,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผู้ลงทุนบุคคลในประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 อยู่ที่ 44.09% ของมูลค่าการซื้อขายรวม
          ด้าน Forward และ Historical P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทยอยู่ที่ระดับ 22.2 เท่า และ 21.8 เท่า ตามลำดับ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 17.2 เท่า และ 18.6 เท่า ตามลำดับ ส่วนอัตราเงินปันผลตอบแทนอยู่ที่ระดับ 3.64% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.89%
          ทั้งนี้ เดือนสิงหาคม 2563 มีกิจกรรม IPO จำนวน 2 หลักทรัพย์ใน SET ได้แก่ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้า กลุ่มน้ำตาลครบุรี, ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ พรอสเพค โลจิสติกส์และอินดัสเทรียล และใน mai 2 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ.เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ และ บมจ.ไอแอนด์ไอ กรุ๊ป มีมูลค่าระดมทุน (IPO) รวม 6,975 ล้านบาท
          ด้านตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเดือนสิงหาคม 2563 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 369,938สัญญา ลดลง 6.9% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจาก Single Stock Futures และ USD Futures และในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2563 ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 470,241สัญญา เพิ่มขึ้น 14.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (8 ก.ย. 2563) ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดที่ระดับ 1,293.80 จุด ลดลง 18.15 จุด (-1.38%) มูลค่าการซื้อขาย 45,368.66 ล้านบาท