JASIFจ่อปันผล0.253บ. JASพลิกขาดทุน414ล้าน

Published on 2020-08-13   By ข่าวหุ้น
JASIF โชว์กำไร Q2 หรู1.93 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 15%กำไรต่อหน่วยจากธุรกิจหลักดีเกินคาด กองทุนไม่ถูกกระทบจากโควิด-19 คาดจ่ายปันผลงวดไตรมาส 2 สูง 0.253 บาท ปรับราคาเป้าหมายใหม่11.58 บาท ด้าน JAS แจ้งงบไตรมาส 2/63 พลิกขาดทุนสุทธิ 414 ล้านบาท เหตุบันทึกค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยจ่ายกว่า 2,175 ล้านบาท ฉุดครึ่งปีแรกขาดทุนสุทธิ 1,404 ล้านบาท
          บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด ระบุว่า กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF ได้รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2563 ที่ 1.93 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และหากไม่รวมรายการพิเศษ กำไรธุรกิจหลักจะออกมาอยู่ที่ 2.24 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 54.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังจากนับรวมผลลดทอนมูลค่าหุ้น (dilution effect) จะทำให้กำไรต่อหน่วยจากธุรกิจหลัก (core EPU) ของ JASIF ในไตรมาส 2/2563 อยู่ที่ 0.27 บาท เพิ่มขึ้น 6.2%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากค่าเช่าที่สูงจากข้อตกลงการขายสินทรัพย์และเช่าคืน ของบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS เมื่อเดือน พ.ย. 2562
          รวมทั้งผลประโยชน์จากต้นทุนทางการเงินที่ลดลงทั้งนี้ core EPU ดังกล่าวสอดคล้องกับคาดการณ์โดยต่ำกว่าเพียง 1.5% ส่วน core EPU ครึ่งแรกของปี 2563 นั้นคิดเป็น 51.3% ต่อประมาณการ core EPU ทั้งปี 2563 ทั้งนี้ประเมินว่า JASIF จะประกาศจ่ายเงินปันผลต่อหน่วย (DPU) สำหรับไตรมาส 2/2563 ที่ 0.253 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (DY) รายปีที่ 9.6%
          อย่างไรก็ตาม คาดว่า JASIF จะสามารถประหยัดดอกเบี้ยจ่ายในไตรมาสถัดไปได้มากขึ้น หลังจากชำระเงินกู้ระยะสั้นไปแล้ว 2.7 พันล้านบาท โดย JASIF มีการกู้ยืมเงินจำนวน 1.82 หมื่นล้านบาทจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL คิดเป็นมูลค่า 1.55 หมื่นล้านบาท ที่ใช้ไปเพื่อซื้อสินทรัพย์ และอีก 2.7 พันล้านบาท สำหรับชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่กรมสรรพากรคืนเงินภาษี VAT ทั้งจำนวนให้กับ JASIF ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2563 แล้ว ซึ่งทำให้ดอกเบี้ยจ่ายต่อปีลดลงไป 142 ล้านบาท หรือ 0.02 บาทต่อหน่วย
          นอกจากนี้ JASIF ยังได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลงจาก6% มาอยู่ที่ 5.25% อีกด้วย เมื่อเดือน พ.ย. 2562 JASIF ทำการเพิ่มทุนไป 3.8 หมื่นล้านบาท คิดเป็นหนี้สิน 1.55 หมื่นล้านบาท และเงินทุนของผู้ถือหุ้น 2.25 หมื่นล้านบาท และบรรลุข้อตกลงเข้าซื้อสินทรัพย์ใยแก้วนำแสง (OFC) ระยะทาง 0.8 คอร์กิโลเมตร และสัญญาเช่า OFC คืนสู่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ JASIF และผู้เช่ารายเดียวอย่าง JAS
          ขณะเดียวกัน JASIF ก็ประสบความสำเร็จในการขยายเงื่อนไขการเช่าสินทรัพย์OFC เดิมจากปี 2568 ไปเป็นปี 2575
          โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ” JASIF ด้วยราคาเป้าหมายใหม่ที่ 11.58 บาท ปัจจัยบวกต่อหุ้นคือ DPU ที่สูงกว่าคาด จากการสำรองสภาพคล่องที่ต่ำกว่าคาดแ ละอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี (bond yield) ที่ต่ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ยังคงประมาณการกำไรตามเดิม หลังจากปรับปีฐานกระแสเงินสดไปเป็นสิ้นปี 2564 โดยอิงวิธีคิดลดเงินสด (DCF) เพื่อประเมินกระแสเงินสดระยะยาวของ JASIF และใช้สมมติฐานต้นทุนถัวเฉลี่ยงถ่วงน้ำหนัก (WACC) ที่ 7.2%
          บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย)จำกัด คาดว่า JASIF จะจ่ายเงินปันผลงวดไตรมาสที่ 2/2563 ใกล้เคียงกับไตรมาสที่ 1/2563 ที่ 0.24 บาท/หน่วยสำหรับรายได้จากการลงทุนสุทธิไตรมาสที่ 2/2563 เท่ากับ 1.93 พันล้านบาท เติบโต 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้กองทุนไม่ถูกกระทบจากโควิด-19
          ขณะเดียวกัน เป็นบวกน้อย จากการใช้ไฟเบอร์ออปติกที่เพิ่มขึ้นในช่วง Lockdown ซึ่ง TTTBB มีส่วนแบ่งการตลาด 32% เป็นอันดับ 2 ในอุตสาหกรรมโดย ณ สิ้นมิ.ย. 2563 มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ 10.9393 บาท/หน่วย (8.75 หมื่นล้านบาท) ณ ราคาปัจจุบันมีราคาต่อมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ หรือ P/NAV ที่0.91 เท่า
          * JAS พลิกขาดทุน 414 ล้าน
          นางสาวสายใจ คีตสิน รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 2/2563 บริษัทและบริษัทย่อยมีผลขาดทุนสุทธิ 414 ล้านบาท จากไตรมาสเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,221 ล้านบาท แต่ขาดทุนสุทธิลดลงจากไตรมาสก่อน ที่มีผลขาดทุนสุทธิ 990 ล้านบาท เนื่องจากในไตรมาสเดียวกันปีก่อนบริษัทมีการบันทึกกำไรจากการขายเงินลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF จำนวน 1,732 ล้านบาท
          นอกจากนี้ ในไตรมาส 1/2563 และไตรมาส 2/2563 บริษัทย่อยมีการบันทึกค่าเช่า OFC (20% ตามสัญญาประกันรายได้) ที่เพิ่มขึ้นจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนเพิ่มเติมในเดือน พ.ย. 2562 และการบันทึกตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับใหม่ในส่วนสัญญาเช่าหลัก (80% ของ OFC) ทำให้ค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยจ่ายที่บันทึกในงบกำไร/ขาดทุนเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับการบันทึกบัญชีตามแบบเดิม
          โดยกำไรก่อนจะหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในไตรมาส 2/2563 อยู่ที่ 3,019 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มี EBITDA อยู่ที่ 1,950 ล้านบาท แต่ลดลงจากไตรมาสก่อน ที่มี EBITDA อยู่ที่ 3,094 ล้านบาท
          ทั้งนี้ ในไตรมาส 2/2563 บริษัทและบริษัทย่อยมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานอยู่ที่ 728 ล้านบาท เมื่อรวมรายการกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 193 ล้านบาท, ปรับปรุงสำรองประกันรายได้ค่าเช่า OFC ของ JASIF จากการเปลี่ยนแปลงสมมติฐานอัตราการเพิ่มของค่าเช่าและอัตราคิดลดสุทธิ 172 ล้านบาท, กลับรายการผลเสียหายจากคดีฟ้องร้องการกลับคำพิพากษาศาลฎีกาจากสัญญาประนีประนอมยอมความ 1.3 ล้านบาท, บันทึก Deferred Tax ของบริษัทและบริษัทย่อย 7 ล้านบาท และสำรองหนี้สงสัยจะสูญของบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTTBB ผู้ให้บริการ 3BB จำนวน 60 ล้านบาท ดังนั้น ในไตรมาส 2/2563 บริษัทและบริษัทย่อยจึงมีผลขาดทุนสุทธิ 414 ล้านบาท
          ขณะที่ บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวมจากการดำเนินงานในไตรมาส 2/2563 อยู่ที่ 4,833 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีรายได้รวมจากการดำเนินงานอยู่ที่ 4,589 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสก่อน ที่มีรายได้รวมจากการดำเนินงานอยู่ที่ 4,766 ล้านบาท โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจาก TTTBB
          สำหรับในไตรมาส 2/2563 ลูกค้าที่ใช้บริการของ 3BB เพิ่มขึ้นสุทธิ (Net Additional Subscriber) จำนวน 111,733 ราย ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 2/2563 จำนวนลูกค้าที่ใช้บริการ 3BB อยู่ที่ 3.35 ล้านราย ในจำนวนนี้เป็นลูกค้าที่ใช้บริการ FTTx ประมาณ 2.22 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วน 66% เพิ่มขึ้นจากสิ้นไตรมาสก่อน อยู่ที่ 63% เป็นผลจากการออกแพ็กเกจ GigaFiber ในช่วงต้นเดือน มี.ค. 2563 ที่ผ่านมา ทำให้สัดส่วนลูกค้าที่ใช้บริการ FTTx เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยลูกค้าที่ใช้บริการ FTTx ของ 3BB ในช่วงไตรมาส 2/2563 มีจำนวนเพิ่มขึ้นสุทธิอยู่ที่ 175,609 ราย จากไตรมาสก่อนจำนวนลูกค้า FTTx เพิ่มขึ้นสุทธิอยู่ที่ 145,667 ราย
          ส่วนผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 บริษัทและบริษัทย่อยมีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 1,404 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,781 ล้านบาท และมีรายได้รวมจากการดำเนินงานอยู่ที่ 9,599 ล้านบาท ลดลง 15% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 11,306 ล้านบาท
          ขณะเดียวกัน จากการเริ่มบังคับใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 16 (TFRS 16) เรื่องสัญญาเช่า ในปี 2563 ส่งผลให้ต้องบันทึกหนี้สินตามสัญญาเช่าและสินทรัพย์สิทธิการใช้สำหรับสัญญาเช่าดำเนินงาน โดยในแต่ละงวดจะรับรู้ดอกเบี้ยจ่ายและค่าเสื่อมราคาในงบกำไรขาดทุน (จากเดิมค่าเช่าตามสัญญาเช่าดำเนินงานจะถูกบันทึกเป็นต้นทุนขายและบริการหรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน)
          ในส่วนของบริษัทและบริษัทย่อยนั้น ผลกระทบต่องบการเงินจากการนำมาตรฐานฉบับดังกล่าวมาถือปฏิบัตินั้น หลัก ๆ จะเป็นในส่วนของสัญญาเช่าหลัก (80% ของ OFC) ที่ TTTBB ทำกับ JASIF โดยในไตรมาส 2/2563 TTTBB บันทึกค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยจ่ายในงบกำไรขาดทุนรวมประมาณ 2,175 ล้านบาท เป็นค่าเสื่อมราคา-สินทรัพย์สิทธิการใช้ จำนวนประมาณ 1,245 ล้านบาท และดอกเบี้ยจ่ายจำนวน 930 ล้านบาท (ค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยจ่ายในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 รวมประมาณ 4,308 ล้านบาท เป็นค่าเสื่อมราคา-สินทรัพย์สิทธิการใช้ จำนวนประมาณ 2,456 ล้านบาท และดอกเบี้ยจ่ายจำนวน 1,852 ล้านบาท) จากเดิมจะบันทึกเป็นค่าเช่า OFC ในต้นทุนขายและบริการ จำนวนประมาณ 1,760 ล้านบาท/ไตรมาส ส่วนของสัญญาประกันรายได้ (20% ของ OFC) การบันทึกรายการยังคงเหมือนเดิม