JAS โชว์รายได้ Q1 โตพรวดกระแส Work from Home หนุน

Published on 2020-06-22   By ดอกเบี้ยธุรกิจ

 JAS เผยผลประกอบการ ไตรมาส 1 ปี 2563 มีรายได้รวม 4,766 ล้าน เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2562 ซึ่งรายได้รวมจากการดำเนินงานอยู่ที่ 4,588 ล้าน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 โดย 3BB ได้รับกระแส Work from Home ในช่วงโควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตบ้านเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
          นายยอดชาย อัศวธงชัย กรรมการ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS และรองประธานบริหาร สายงานปฏิบัติการ บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ 3BB เปิดเผยว่า ผลประกอบการ ไตรมาส 1 ปี 2563 JAS มีรายได้รวม 4,766 ล้าน เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2562 ซึ่งรายได้รวมจากการดำเนินงานอยู่ที่ 4,588 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ส่วนกำไรสะสม ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2563 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสะสม อยู่ที่ 6,898 ล้านบาท และอยู่ที่13,604 ล้านบาท (ตามงบการเงินเฉพาะกิจการ) โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ 3BB จากกระแส Work from Home ในช่วงโควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตบ้านเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
          ขณะที่ 3BB ในไตรมาส 1 ปี 2563 มีจำนวนลูกค้าที่ใช้บริการเพิ่มขึ้นสุทธิ จำนวน 61,597 ราย ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2563 จำนวนลูกค้าที่ใช้บริการ 3BB อยู่ที่ 3.24 ล้านราย ในจำนวนนี้เป็นลูกค้าที่ใช้บริการ FTTx ประมาณ 2.05 ล้านราย สัดส่วนจำนวนลูกค้าที่ใช้บริการ FTTx เพิ่มขึ้นเป็น 63% จากสิ้นไตรมาสเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 41% ซึ่งเป็นผลมาจากการออกแพ็กเกจ GIGA Fiber ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2563 ที่ผ่านมา
          ทั้งนี้ บริษัทได้ปรับเพิ่มความเร็วขั้นต่ำให้กับลูกค้าเป็น 1 Gbps ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัลที่มีความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตหลากหลาย ทั้งการทำงาน Work from Home การเรียน หรือการรับชมความบันเทิงต่างๆภายในบ้าน ปัจจุบัน 3BB ครองส่วนแบ่งการตลาด Fiber เป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 38% และยอดขายในเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา มีจำนวนลูกค้าเพิ่มมากกว่า 25% คาดว่าในไตรมาสที่ 2 จะมีจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นมากกว่าเป้าหมายที่ 100,000 ราย
          “กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของ 3BB นับจากนี้ จะก้าวไปสู่การเป็น Telecom and Media Company โดยการผสานกันระหว่าง 3 บริการหลักได้แก่ อินเทอร์เน็ตบ้าน ที่บริษัทมีจุดแข็งเหนือผู้ให้บริการรายอื่นคือการมีโครงข่ายไฟเบอร์ครอบคลุมมากที่สุดในประเทศเพื่อการต่อยอดบริการได้อย่างรวดเร็ว ส่วนด้านคอนเทนต์ ได้ผนึกกับผู้นำที่แข็งแกร่ง 2 ค่ายได้แก่ HBO และ MONO GROUP เปิดให้บริการสตรีมมิงพ่วงอินเทอร์เน็ตแก่ลูกค้าไปแล้วในบริการ GIGATainment ที่ได้รับความนิยม มีลูกค้าโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการให้บริการ GIGATainment ตั้งแต่เปิดบริการจนถึงพฤษภาคม เพียง 2 เดือน มีลูกค้ามาใช้บริการมากกว่า 50,000 ราย”
          อย่างไรก็ดี ช่วงปลายไตรมาสที่ 3 3BB มีแผนที่จะเปิดบริการพรีเมียมสตรีมมิงเต็มรูปแบบบนแฟลตฟอร์มของตัวเอง ภายใต้ชื่อ 3BB TV ที่จะกลายเป็นมิติใหม่ของบริการอินเทอร์เน็ตทีวี สามารถรับชมได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมเนื้อหาในรูปแบบ Video on Demand และช่องรายการที่มีกว่า 100 ช่อง โดยมี KT Corporation ที่ประสบความสำเร็จในการให้บริการ IPTV จากประเทศเกาหลีใต้เข้ามาเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ เพื่อช่วยจัดทำรูปแบบธุรกิจ OTT รวมถึงพัฒนาโมเดลบริการ และวิเคราะห์ประเภทคอนเทนต์ที่จะได้รับความนิยมในกลุ่มลูกค้าคนไทย
          นับว่าจะเป็นอีกหนึ่งบริการพ่วงกับอินเทอร์เน็ตที่จะเสริมศักยภาพให้กับบริษัทได้เป็นอย่างดี ส่วนอินเทอร์เน็ตมือถือ 3BB ได้ร่วมกับ DTAC ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ จะช่วยกันนำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาร่วมสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง ปัจจุบันได้ออกแพ็กเกจ 3BBGIGA SIM+ เป็นการ Bundle เน็ตบ้านพร้อมซิมมือถือ มอบประสบการณ์เน็ตบ้านความเร็ว 1 Gbps และ DTAC SIM 10 GB ให้ลูกค้าได้ใช้อินเทอร์เน็ตต่อเนื่องทุกที่ด้วยความเร็วที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้ายุคปัจจุบัน
          “สถานการณ์โควิด-19 ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ไปอย่างสิ้นเชิงในการเว้นระยะห่างทางสังคม และนี่จะเป็นสัญญาณที่ผลักดัน Digital Transformation ให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ทั้งการสื่อสารทางออนไลน์ที่ต้องตอบสนองได้ดีขึ้น การทำธุรกรรมออนไลน์ที่รองรับบริการที่หลากหลายขึ้น รวมถึงการรับชมเนื้อหาทางออนไลน์ที่จะกลายเป็นกระแสหลัก 3BB ได้เตรียมพร้อมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายให้รองรับการใช้งานที่สูงขึ้น การหันมาทำการตลาดเชิงรุกทางออนไลน์ และพัฒนาช่องทางที่สามารถอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าได้โดยไม่ต้องออกไปข้างนอก การพัฒนาด้านคอนเทนต์บันเทิงให้มีความแตกต่างเหนือคู่แข่ง ในอนาคต 3BB จะสามารถสร้าง New Ecosystem ต่อยอดจากบริการเดิมที่บริษัทมีอยู่ เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าในยุคใหม่ เช่นบริการ Next Generation Media บริการ Smart Device and Home Solution หรือบริการ Tele Health เป็นต้น ซึ่งบริการเหล่านี้จะสร้างรายได้ในระยะยาวให้กับบริษัทภายใน 1 ถึง 2 ปีข้างหน้า”