"อินทัช"กำไรQ1วูบ5% JASปันผลไม่สนขาดทุน

Published on 2020-05-11   By ข่าวหุ้น

“อินทัช” ประกาศงบไตรมาส 1/63 มีกำไรสุทธิ 2,740 ล้านบาท ลดลง 5.6% เหตุส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC ลดลง 8.4% เหลือ 2,744 ล้านบาท ฟาก JAS ควักกำไรสะสมกว่า 415 ล้านบาท จ่ายปันผลระหว่างกาลหุ้นละ 0.05 บาท ขึ้น XD วันที่ 21 พ.ค.นี้ หวังปลอบใจผู้ถือหุ้นหลังแจ้งไตรมาส 1/63 พลิกขาดทุนสุทธิ 990 ล้านบาท
          นายเอนก พนาอภิชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2563 กลุ่มอินทัชมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,740 ล้านบาท ลดลง 5.6% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,904 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผลจากการลดลงของส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจโทรคมนาคมไร้สายภายในประเทศ ซึ่งดำเนินงานโดยบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC แม้ว่าส่วนแบ่งผลการดำเนินงานจากธุรกิจดาวเทียมและธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งดำเนินงานโดยบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM เพิ่มขึ้น
          โดยส่วนแบ่งผลกำไรจากเงินลงทุนใน ADVANC ในไตรมาส 1/2563 อยู่ที่ 2,744 ล้านบาท ลดลง 8.4% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีส่วนแบ่งผลกำไรอยู่ที่ 2,996 ล้านบาท ขณะที่ส่วนแบ่งผลกำไรของกลุ่มอินทัชจาก THCOM อยู่ที่ 82 ล้านบาท จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีส่วนแบ่งผลขาดทุนอยู่ที่ 14 ล้านบาท
          อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิในไตรมาส 1/2563 เพิ่มขึ้น 45% จากไตรมาสก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,890 ล้านบาท เนื่องจากการรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าและการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ของ THCOM ในไตรมาสก่อน ทั้งนี้ กำไรปกติจากการดำเนินงานของ THCOM มีการปรับตัวดีขึ้น จึงทำให้กำไรปกติจากการดำเนินงานของกลุ่มอินทัช เพิ่มขึ้น 4%
          สำหรับส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในการร่วมค้า ได้แก่ แอลทีซี เป็นการร่วมค้าทางอ้อมที่ลงทุนโดย THCOM ซึ่งสิ้นไตรมาส 1/2563 แอลทีซี และทีพลัส (บริษัท ทีพลัส ดิจิทัล จำกัด โดยแอลทีซี เข้าถือหุ้น 100% ในไตรมาส 4/2562) ยังสามารถครองการเป็นที่หนึ่งในด้านจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 62.5% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสิ้นปี 2562 อยู่ที่ 61.1%
          รวมถึงไฮ ช็อปปิ้ง มีรายได้ในไตรมาส 1/2563 อยู่ที่ 198 ล้านบาท หรือมียอดขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 2.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน เป็นผลจากการคิดค่าส่งสินค้า และการนำเสนอสินค้าแก่ลูกค้าโดยตรง อย่างไรก็ตาม ไฮ ช็อปปิ้ง ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้จำนวนลูกค้าลดลง จึงปรับกลยุทธ์ในการนำเสนอสินค้าที่เป็นที่นิยมในช่วงที่เกิดผลกระทบดังกล่าวมาขายมากขึ้นทั้งช่องทางโทรทัศน์และชองทางออนไลน์ รวมทั้งปรับลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
          ขณะเดียวกันในไตรมาส 1/2563 โครงการอินเว้นท์ได้ลงทุนเพิ่มเติมใน 2 บริษัทใหม่ คือ แอกซินัน พีทีอี ลิมิเต็ด ประกอบธุรกิจประกันภัยโดยใช้เทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI) และ Big Data ในการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับประกันภัยวินาศภัยในรูปแบบต่าง ๆ โดยสินค้าของแอกซินัน จะอยู่ภายใต้แบรนด์ อิ๊กลู และบริษัท ดาต้าฟาร์ม จำกัด ผู้ให้บริการด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ด้วยการทดสอบความปลอดภัย (Penetration Testing) และตรวจสอบช่องโหว่ของระบบ (Vulnerability Assessment) และการตรวจสอบด้านเทคโนโลยีแก่ลูกค้าองค์กร
          นอกจากนี้ บริษัทได้ลงทุนเพิ่มในบริษัท เพียร์ พาวเวอร์ จำกัด ที่ได้ลงทุนไปแล้วในปี 2562 ทำให้ในปี 2563 โครงการอินเว้นท์ได้ลงทุนไปแล้วทั้งสิ้น 151 ล้านบาท อีกทั้งยังได้มีการประเมินมูลค่าบริษัทให้สะท้อนมูลค่าตามราคาตลาด ทำให้มูลค่ารวมของพอร์ตการลงทุนภายใต้โครงการอินเว้นท์ ณ สิ้นไตรมาส 1/2563 อยู่ที่ 1,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2562 อยู่ที่ 1,051 ล้านบาท และมีบริษัทที่อยู่ภายใต้โครงการอินเว้นท์ทั้งสิ้น 15 บริษัท
          *JAS แจ้ง Q1 พลิกขาดทุน 990 ล้าน
          นางสาวสายใจ คีตสิน รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2563 มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากกำไรสะสมยังไม่
          จัดสรร ณ 31 มี.ค. 2563 ให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญทั้งหมดจำนวน 8,314,955,764 หุ้นในอัตรา 0.05 บาท/หุ้น รวมจ่ายเงินปันผลทั้งสิ้นจำนวน 415,747,788.20 บาท โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 21 พ.ค. 2563 และมีกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่ 5 มิ.ย. 2563
          สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2563 บริษัทและบริษัทย่อยมีผลขาดทุนสุทธิ 990 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 559 ล้านบาท เนื่องจากในไตรมาสเดียวกันปีก่อนบริษัทและบริษัทย่อยมีการบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน จำนวน 151 ล้านบาท รวมทั้งการบันทึกค่าเช่า OFC (20% ตามสัญญาประกันรายได้) ที่เพิ่มขึ้นจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF) เพิ่มเติมในเดือน พ.ย. 2562 และการบันทึกตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับใหม่ในส่วนสัญญาเช่าหลัก (80% ของ OFC) ทำให้ค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยจ่ายที่บันทึกในงบกำไรขาดทุนเพิ่มขึ้น (เมื่อเทียบกับการบันทึกบัญชีตามแบบเดิม) โดย EBITDA ในไตรมาส 1/2563 อยู่ที่ 3,094 ล้านบาท
          ทั้งนี้ ในไตรมาส 1/2563 บริษัทและบริษัทย่อยมีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 598 ล้านบาท เมื่อรวมรายการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน จำนวน 318 ล้านบาท, สำรองหนี้สงสัยจะสูญของบริษัทย่อย จำนวน 76 ล้านบาท (ในจำนวนนี้เป็นสำรองหนี้สงสัยจะสูญของบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTTBB ผู้ให้บริการ 3BB จำนวน 60 ล้านบาท)
          รวมไปถึงสำรองผลเสียหายจากคดีฟ้องร้องการกลับคำพิพากษาศาลฎีกา จำนวน 11.3 ล้านบาท โดยบริษัทได้บันทึกหนี้สินเพิ่มเติม จำนวน 11.1 ล้านบาท สำหรับเจ้าหนี้รายหนึ่ง ซึ่งบริษัทได้เข้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และบันทึกประมาณการหนี้สินเพิ่มเติม จำนวน 0.2 ล้านบาท สำหรับเจ้าหนี้อีกรายที่เหลือ ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาประนีประนอมยอมความ และบันทึก Deferred Tax ของบริษัทและบริษัทย่อย จำนวน 13 ล้านบาท ดังนั้น ในไตรมาส 1/2563 บริษัทและบริษัทย่อยจึงมีผลขาดทุนสุทธิจำนวน 990 ล้านบาท
          ขณะที่บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวมจากการดำเนินงานในไตรมาส 1/2563 อยู่ที่ 4,766 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวมจากการดำเนินงานอยู่ที่ 4,588 ล้านบาท โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจาก TTTBB
          สำหรับในไตรมาส 1/2563 ลูกค้าที่ใช้บริการของ 3BB เพิ่มขึ้นสุทธิ (Net Additional Subscriber) จำนวน 61,597 ราย ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 1/2563 จำนวนลูกค้าที่ใช้บริการ3BB อยู่ที่ 3.24 ล้านราย ในจำนวนนี้เป็นลูกค้าที่ใช้บริการ FTTx ประมาณ 2.05 ล้านราย สัดส่วนจำนวนลูกค้าที่ใช้บริการ FTTx เพิ่มขึ้นเป็น 63% จากสิ้นไตรมาสเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 41% เป็นผลจากการออกแพ็กเกจ GigaFiber ในช่วงต้นเดือน มี.ค. 2563 ที่ผ่านมา ทำให้สัดส่วนลูกค้าที่ใช้บริการ FTTx เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
          ขณะเดียวกันจากการเริ่มบังคับใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 16 เรื่องสัญญาเช่า ในปี 2563 ส่งผลให้ต้องบันทึกหนี้สินตามสัญญาเช่าและสินทรัพย์สิทธิการใช้สำหรับสัญญาเช่าดำเนินงาน โดยในแต่ละงวดจะรับรู้ดอกเบี้ยจ่ายและค่าเสื่อมราคาในงบกำไรขาดทุน (จากเดิมค่าเช่าตามสัญญาเช่าดำเนินงานจะถูกบันทึกเป็นต้นทุนขายและบริการหรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน)
          ในส่วนของบริษัทและบริษัทย่อยนั้น ผลกระทบต่องบการเงินจากการนำมาตรฐานฉบับดังกล่าวมาถือปฏิบัตินั้น หลัก ๆ จะเป็นในส่วนของสัญญาเช่าหลัก (80% ของ OFC) ที่ TTTBB ทำกับ JASIF โดย TTTBB จะต้องบันทึกค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยจ่ายในงบกำไรขาดทุนในไตรมาส 1/2563 รวมประมาณ 2,133 ล้านบาท (ค่าเสื่อมราคา-สินทรัพย์สิทธิการใช้ จำนวนประมาณ 1,211 ล้านบาท และดอกเบี้ยจ่ายจำนวน 922 ล้านบาท) จากเดิมจะบันทึกเป็นค่าเช่า OFC ในต้นทุนขายและบริการ จำนวนประมาณ 1,760 ล้านบาท ในส่วนของสัญญาประกันรายได้ (20% ของ OFC) การบันทึกรายการยังคงเหมือนเดิม