โบรกฯมองดีไม่ยืดเยื้อ แนะหุ้นกองทุนอินฟราฯ ABPIF-JASIF-EGATIF-DIF รับยีลด์สูง

Published on 2020-01-08   By ข่าวหุ้น

โบรกฯ คาดความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน จะกดดันตลาดหุ้นระยะสั้น มั่นใจสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ เช่นเดียวกับผู้เชี่ยวชาญจากยูบีเอส โกลบอล เวลธ์ฯ และเจพีมอร์แกนฯ คาดเช่นกันว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นเอเชียมากนัก  ด้านผู้จัดการกองทุนแนะเก็บหน่วยลงทุนกองทุนอินฟราฯ รองรับความผันผวน และผลตอบแทนสูง นำโดย  ABPIF-JASIF-EGATIF และ DIF เงินปันผลเฉลี่ย 6-12% ส่วน “สนธิรัตน์” เตรียมนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาพยุงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (6 ม.ค. 2563) ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปิดที่ระดับ 1,568.50 จุด ลดลง 26.47 จุด เปลี่ยนแปลง -1.66% มูลค่าการซื้อขาย 71,208.83 ล้านบาท โดยดัชนีทำระดับสูงสุดที่ 1,585.56 จุด และทำระดับต่ำสุดที่ 1,565.93 จุด
          นักวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เผยว่า แม้จะมีข่าวดีเรื่องการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่ถูกคาดหมายว่าจะมีการลงนามในสัญญาเฟสที่ 1 ในวันที่ 13 ม.ค.หรือ 15 ม.ค. 2563 แต่ประเด็นดังกล่าวน่าจะถูกสะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นช่วงที่ผ่านมาระดับหนึ่งแล้ว
          สำหรับประเด็นใหม่ที่เข้ามาและน่าจะมีอิทธิพลเหนือเรื่องของสงครามการค้า ได้แก่ สถานการณ์ที่ตึงเครียดและมีโอกาสนำไปสู่การเกิดความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยพัฒนาการของเหตุการณ์ล่าสุดถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล
          “ผลกระทบในแง่มุมของการลงทุนในภาพใหญ่ ประเมินว่าน่าจะเห็นการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินลงทุนออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้น เข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเช่น พันธบัตร หรือทองคำ เบื้องต้นก็เห็นได้ชัดว่าราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยล่าสุดอยู่สูงกว่า 1,570$ ขณะที่ Bond Yield ปรับตัวลดลง โดย Bond Yield 10 ปี ของสหรัฐฯ ปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.779% เทียบกับที่อยู่บริเวณ 1.91% เมื่อปลายปี 2562” นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส เผย
          สำหรับดัชนีตลาดหุ้นไทยเชื่อว่าจะหนีผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวไม่พ้น และน่าจะเห็นการย่อตัวกลับลงมา
          ส่วนการกำหนดกลยุทธ์การลงทุน จะให้ความสำคัญกับ 1.หุ้นที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ตึงเครียดดังกล่าวชัดเจนที่สุดได้แก่หุ้นในกลุ่มพลังงาน ได้เลือก PTT ไว้ในพอร์ตการลงทุนในช่วงก่อนหน้านี้แล้ว
          2.หุ้นในกลุ่ม Soft Commodity ในส่วนของ หมู และไก่ ซึ่งราคาปรับตัวขึ้นมา และน่าจะได้แรงหนุนจากสถานการณ์ดังกล่าวอีกต่อหนึ่ง ได้เลือก CPF เข้าไว้ในพอร์ต 3.หุ้น Domestic ที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นต่าง ๆ และให้ Dividend Yield ที่สูง เลือก LH และ PYLON
          ด้าน บริษัทหลักทรัยพ์ กสิกรไทย จำกัด ระบุว่า ประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านประเมินผลกระทบระยะสั้นจำกัด โดยเบื้องต้นประเมินว่าการกระทำครั้งนี้ส่วนหนึ่งทรัมป์ต้องการเบนเข็มทำคะแนนเสียงจากจีนไปยังตะวันออกกลาง โดยสิ่งที่ ทรัมป์ ระบุถึงเป้าหมายโจมตี 52 ฐาน หมายถึงตัวประกันสหรัฐฯ 52 คนที่เคยถูกกักตอนปี 1979 (ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมายาวนาน แต่ถูกหยิบยกมาเป็นข้ออ้าง)
          อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ไม่น่าที่จะสั่งโจมตีต่อเนื่อง เนื่องจากฝั่งรัสเซียและจีน ซึ่งลงทุนในตะวันออกกลางสูง ได้ออกมาเรียกร้อง เบื้องต้น แนะดู 2 สัญญาณ อย่างการปิดช่องแคบ Hormuz และการตอบโต้จากฝั่งอิหร่านเพื่อประเมินผลกระทบต่อตลาดหุ้นและทิศทางราคาน้ำมันดิบอีกครั้ง (ทุก ๆ 1 เหรียญของสมมติฐานราคาน้ำมันดิบ ส่งผลต่อราคาหุ้น PTTEP ประมาณ 1.5%+/-)
          สำหรับปัจจัยในประเทศ ติดตามการโหวต พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 ในวันที่ 8-10 ม.ค. เบื้องต้นให้น้ำหนักต่อการโหวตผ่าน ในขณะเดียวกันกำลังเข้าสู่ช่วงการประมูล 5G และ TESCO และคาดกลุ่ม ICT และค้าปลีกจะ Overhang ซึ่งแนะรอดูผลก่อน
          ยูบีเอส-เจพีมอร์แกน
          ไม่กระทบหุ้นเอเชีย
          ทางด้านผู้เชี่ยวชาญจากยูบีเอส โกลบอล เวลธ์ เมเนจเมนท์ และเจพีมอร์แกน แอสเซท แมเนจเมนท์ คาดการณ์ว่า ข้อพิพาทระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่กำลังดุเดือดอยู่ในขณะนี้ ไม่น่าจะส่งผลกระทบมากนักต่อตลาดหุ้นเอเชีย
          โดยนายมาร์ค แฮเฟเล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของยูบีเอส โกลบอล เวลธ์ เมเนจเมนท์ คาดการณ์ว่า ผลกระทบจากข้อพิพาทดังกล่าวน่าจะปรากฏให้เห็นเพียงระยะสั้น ๆ เมื่อประเมินจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่าย และได้แนะนำให้ลงทุนในตลาดออปชั่นที่มีความผันผวนน้อยกว่า กระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนอย่างเป็นระบบ หรือเลือกลงทุนในหุ้นกู้อนุพันธ์ที่ให้การคุ้มครองเงินทุนระดับหนึ่ง
          ส่วนนางเคอร์รี เครก นักกลยุทธ์จากเจพีมอร์แกน แอสเซท แมเนจเมนท์ กล่าวว่า ข้อพิพาทดังกล่าวน่าจะกระทบต่อราคาน้ำมันเป็นหลัก ซึ่งขณะเดียวกันก็ประเมินว่า จะเป็นปัจจัยหนุนรายได้ในตลาดเอเชีย เมื่อพิจารณาจากปริมาณการซื้อขายทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น และวัฏจักรการผลิตที่กำลังฟื้นตัว นอกจากนี้ นักกลยุทธ์รายนี้ยังมองว่า ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมานั้นกลับทำให้ผลตอบแทนปรับตัวเพิ่มขึ้น แทนที่จะลดลงอันเป็นผลจากข้อพิพาททางการเมือง
          ทั้งนี้ สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น หลังจากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศที่ท่าอากาศยานนานาชาติกรุงแบกแดดของอิรักในช่วงเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้บัญชาการทหารระดับสูงของอิหร่านเสียชีวิต ทางด้านอิหร่านยืนยันว่าจะตอบโต้อย่างหนักหน่วง ในขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศแผนการเพิ่มกำลังทหารในตะวันออกกลาง
          แนะเก็บหน่วยลงทุนอินฟราฯ
          แหล่งข่าวบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจ แต่ด้วยความผันผวนของตลาดทุน นักลงทุนควรกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดต่างประเทศบ้าง สำหรับหุ้นไทยนักลงทุนเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีการจ่ายเงินปันผล นอกจากนี้ กองทุนประเภทโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (อินฟราสตรักเจอร์ฟันด์) กองทุนอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรีท น่าสนใจและเหมาะกับการลงทุน เนื่องจากให้ผลตอบแทนเงินปันผลสูงถึง 4-7%
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลหุ้นกลุ่มกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (อินฟราสตรักเจอร์ฟันด์) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่มีทั้งหมด 6 กองทุนด้วยกัน และให้ผลตอบแทนเงินปันผลโดยเฉลี่ยต่อปีอยู่ในระดับสูง ข้อมูล ณ วันที่ 3 ม.ค. 2563 โดยเรียงลำดับจากการให้ผลตอบแทนเงินปันผลสูงสุดไปน้อยสุด
          อันดับ 1 ได้แก่ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้า อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ หรือ ABPIF ให้ผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยสูงถึง 11.53% โดยคิดเป็นเงินปันผลต่อหุ้นประมาณ 0.1562 บาทต่อไตรมาส สำหรับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิตามราคาตลาดของกองทุน ABPIF มีประมาณ 2,784 ล้านบาท
          อันดับ 2 ได้แก่ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF ให้ผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยสูงถึง 6.45% คิดเป็นเงินปันผลต่อหุ้นประมาณ 0.23 บาทต่อไตรมาส สำหรับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิตามราคาตลาดของกองทุน JASIF มีประมาณ 76,800 ล้านบาท
          อันดับ 3 ได้แก่ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ EGATIF ให้ผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยสูงถึง 6.17% คิดเป็นเงินปันผลต่อหุ้นประมาณ 0.21 บาทต่อไตรมาส สำหรับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิตามราคาตลาดของกองทุน EGATIF ประมาณ 26,694.40 ล้านบาท
          อันดับ 4 ได้แก่ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท หรือ BTSGIF ให้ผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยสูงถึง 6.11% คิดเป็นเงินปันผลต่อหุ้นประมาณ 0.103 บาท ต่อไตรมาส สำหรับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิตามราคาตลาดของกองทุน BTSGIF ประมาณ 57,880 ล้านบาท
          อันดับ 5 ได้แก่ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล หรือ DIF ให้ผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยสูงถึง 4.81% คิดเป็นเงินปันผลต่อหุ้นประมาณ 0.1656 บาทต่อไตรมาส สำหรับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิราคาตามตลาดของกองทุน DIF ประมาณ 176,485.45 ล้านบาท
          อันดับ 6 ได้แก่ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ TFFIF เนื่องจากเพิ่งจัดตั้งไม่นาน ผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยที่ 3.24% โดยคิดเป็นเงินปันผลต่อหุ้นประมาณ 0.1195 บาทต่อไตรมาส สำหรับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิราคาตามตลาดของกองทุน TFFIF ประมาณ 55,297 ล้านบาท
          นำเงินกองทุนฯ พยุงราคาน้ำมัน
          นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางกรณีความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ล่าสุดทางกระทรวงพลังงานได้ประชุมหารือกับผู้บริหารระดับสูง เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเร่งหามาตรการรองรับ เบื้องต้นจากการประเมินสถานการณ์ พบว่ายังไม่ส่งผลกระทบต่อสต๊อกน้ำมันสำรองของประเทศ ซึ่งใช้ได้ 50 วัน
          โดยแบ่งเป็นปริมาณสำรองน้ำมันดิบประมาณ 2,988 ล้านลิตร ปริมาณสำรองน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่งอีก 1,144 ล้านลิตร น้ำมันสำเร็จรูป 1,468 ล้านลิตร รวมจำนวนวันที่สามารถใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ทั้งหมด 50 วัน ส่วนปริมาณสำรองก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ทั้งหมดประมาณ 101 ล้านกิโลกรัม สำรองได้ 17 วันสำหรับใช้ในภาคครัวเรือน
          ขณะเดียวกันบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ปรับแผนนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางลดลง ซึ่งที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จากเดิมอยู่ที่ 74% ปัจจุบันเหลือ 50% โดยน้ำมันดิบส่วนหนึ่งมาจากสหรัฐฯ และแอฟริกา
          นอกจากนี้เตรียมประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ในวันที่ 10 ม.ค.นี้ เพื่อเตรียมพิจารณานำเงินจากกองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 69 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งยังไม่ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกในประเทศ แต่หากราคาน้ำมันดิบดูไบปรับขึ้นอยู่ที่ระดับ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะเป็นจุดที่มีมาตรการเข้าไปรองรับ
          “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีเกณฑ์สำหรับการบริหารจัดการราคาน้ำมันในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งได้มีการจัดทำเป็น Scenario ในช่วงระดับราคาต่าง ๆ ในการบริหารจัดการราคาน้ำมันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งจะมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในเรื่องดังกล่าว ขณะนี้สถานะกองทุนน้ำมันฯ อยู่ที่ประมาณ 3.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งกระทรวงพลังงานยังคงมาตรการชดเชยราคาน้ำมัน 1 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค. 2562 ถึงวันที่ 10 ม.ค. 2563 หลังจากนั้นที่ประชุม กบน. จะตัดสินใจว่าจะใช้มาตรการใดเข้ามารองรับสถานการณ์ดังกล่าว” นายสนธิรัตน์ กล่าว
          สำหรับด้านการผลิตปิโตรเลียมในประเทศ ปัจจุบันผลิตน้ำมันดิบได้ประมาณ 1.3 แสนบาร์เรลต่อวัน โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะขอความร่วมมือในการงดส่งออกน้ำมันดิบซึ่งจะได้ปริมาณน้ำมันดิบเพิ่มมากขึ้นประมาณ 2.5 หมื่นบาร์เรลต่อวัน และหากมีเหตุฉุกเฉิน สามารถเพิ่มการผลิตภายในประเทศให้มากขึ้นอีก 3.6 หมื่นบาร์เรลต่อวัน โดยจะขอความร่วมมือกับโรงกลั่นน้ำมันให้หาทางออกด้านเทคนิคเพื่อใช้น้ำมันดิบในประเทศทั้งหมด
          ด้านนายจตุรงค์ วรวิทย์สุรวัฒนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ การค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2563 ที่ผ่านมา ยังไม่มีผลกระทบต่อต้นทุนค่าขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมายังประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตามหากเทียบกับเมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์กรณีซาอุดีอาระเบียถูกโจมตีโรงกลั่นน้ำมันช่วงปลายปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อค่าประกันเสี่ยงการขนส่งทางเรือเพิ่มขึ้น 10 เท่า จาก 2 เซนต์ต่อบาร์เรล เป็น 20 เซนต์ต่อบาร์เรล จากปกติค่าประกันความเสี่ยงอยู่ที่ประมาณ 2-3 เซนต์ต่อบาร์เรล
          ส่วนกรณีการปรับพอร์ตจัดหาและนำเข้าน้ำมันดิบของปตท. ที่ปัจจุบันได้ลดการจัดหาจากตะวันออกกลางเหลือระดับ 50% ของปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบ จะสามารถลดลงได้อีกหรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ปตท. แต่อยู่ที่ประสิทธิภาพของโรงกลั่นในประเทศแต่ละแห่งจะสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพให้รองรับคุณภาพน้ำมันของแต่ละแหล่งได้อย่างไร รวมถึงต้องพิจารณาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ประกอบกันด้วย
          นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านว่า มีความเป็นไปได้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อการส่งออก โดยหลายประเทศทั่วโลกอาจจะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ซึ่งยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าความขัดแย้งจะคลี่คลายลงเมื่อไหร่ เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าวยังถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
          ดังนั้นเราจะต้องมีความพร้อมในการรับมือ โดยกระทรวงการคลังจะมีการติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด หากเห็นว่ามีความเหมาะสมที่จะต้องออกมาตรการชุดใหม่ อาทิ มาตรการดูแลในด้านการลงทุน เป็นต้น ก็ต้องมีความพร้อมในการที่จะออกมาตรการมาดูแล ซึ่งได้มอบหมายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลังประเมินผลสถานการณ์ เพื่อพิจารณาการดูแลให้ครอบคลุมทั้งในเรื่องเศรษฐกิจระดับโลก และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านด้วย