JASIFการันตียีลด์11.55% สินทรัพย์พุ่ง8หมื่นล้าน BBL พร้อมปล่อยกู้ 1.8 หมื่นล้าน "พิชญ์" โดนปรับไม่กระทบ

Published on 2019-11-01   By ข่าวหุ้น

ผู้บริหารกองทุน JASIF มั่นใจอัตราผลตอบแทนปี 63 เพิ่ม 11.5% วันที่ 7-13 พ.ย.นี้ เปิดจองซื้อหน่วยลงทุนใหม่ หน่วยละ 9 บาท แบงก์กรุงเทพพร้อมปล่อยกู้รายเดียว 1.8 หมื่นล้าน ซื้อทรัพย์ใหม่เข้ากอง ดันสินทรัพย์รวมทะลุ  8.1 หมื่นล้าน ส่วนกรณีก.ล.ต.ลงโทษปรับ “พิชญ์” ยันไม่กระทบกองทุน
          นายพรชลิต พลอยกระจ่าง รองกรรมการผู้จัดการ Head of Real Estate & Infrastructure Investment บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (BBLAM) ในฐานะบริษัทจัดการกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน บรอดแบนด์อินเตอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF  กล่าวว่า ปี 2563 อัตราผลตอบแทนหรือยีลด์ของ JASIF จะเพิ่มมาเป็น 11.5% เทียบกับปี 2562 อยู่ที่ 8.3%
          เนื่องจากการลงทุนสินทรัพย์เพิ่มครั้งนี้คาดว่าในปี 2563 จะมีกำไรเพิ่มขึ้นเป็น 8,300 ล้านบาท จากปี 2562 ที่คาดว่าจะมี 5,400 ล้านบาท และคาดว่าเงินปันส่วนแบ่งกำไรต่อหน่วยลงทุน (Cash Distribution Per Unit หรือ DPU) ในปี 2563  เพิ่มขึ้นเป็น 1.04 บาทต่อหน่วยในปี 2563 จากปี 2562 ที่คาด 0.99 บาทต่อหน่วย
          ทั้งนี้ในภาวะอัตราดอกเบี้ยในตลาดอยู่ในระดับต่ำและประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังต่ำอยู่ในช่วง 1-2 ปี กองทุน JASIF น่าจะเป็นตัวเลือกในการลงทุน เพราะนอกจากยีลด์อยู่ในระดับดี ซึ่ง JASIF ถือเป็นกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มียีลด์ดีเป็นอันดับ 2 ของทั้งหมดที่มี 8 กองทุน  และเงินปันผลที่ได้รับยังสามารถยกเว้นภาษีได้อีก 5 ปี หลังจาก JASIF ได้จ่ายเงินปันผลไปแล้ว 5 ปี  ทั้งนี้ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา JASIF จ่ายเงินปันผลและเงินลงทุนแล้ว รวม 4.07 บาทต่อหน่วย หรืออัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 8-9% ต่อปี
          ส่วนกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ลงโทษทางแพ่งกับนายพิชญ์ โพธารามิกและผู้ร่วมกระทำความผิดอื่นกรณีสร้างราคาหุ้นบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (JAS) โดยเรียกให้ชำระค่าปรับทางแพ่ง ยืนยันว่า กรณีดังกล่าวไม่กระทบกองทุน JASIF รวมถึงการเพิ่มทุนล่าสุดด้วย เนื่องจาก กองทุนฯ ซื้อสินทรัพย์ของ JAS ไม่ได้เป็นการซื้อหุ้น JAS และ JAS ไม่ได้นำหุ้นมาจำนำกับกองทุนฯ แต่อย่างไร และการเอาผิดจากนายพิชญ์ โพธารามิก และผู้ร่วมกระทำความผิดอื่น ก.ล.ต.ไม่ได้เพิ่งสอบสวน แต่มีการสืบสวนมานาน ทำให้กรณีที่เกิดขึ้นไม่มีความสัมพันธ์กับกองทุน JASIF แต่อย่างไร
          “ราคาหุ้น JASIF ปรับตัวลง เป็นผลมาจากภาวะตลาดโดยรวมปรับลดลงเป็นหลัก ส่วนที่ทางกองทุน JASIF กำหนดราคาเพิ่มทุนใหม่ที่หน่วยละ 9 บาท เนื่องจากกองทุนฯ อยากให้ผู้ถือหน่วยเดิมเข้ามาลงทุนได้มากที่สุด เพื่อสร้างโอกาสให้นักลงทุนรับผลตอบแทนจากอัตราเงินปันผลที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับในภาวะอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในระดับนี้ไปอีก 1-2 ปี กองทุน JASIF น่าจะเป็นตัวเลือกในการลงทุน”
          สำหรับการเพิ่มทุนกองทุน JASIF ล่าสุด เป็นการเพิ่มเติมสินทรัพย์มูลค่าไม่เกิน 38,000 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมเพิ่มทุนจดทะเบียนของกองทุนฯ รวมไม่เกิน 24,629 ล้านบาท และขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินไม่เกิน 18,160 ล้านบาท ทั้งนี้ ก่อนเพิ่มสินทรัพย์ใหม่กองทุนฯ มีผลกำไรประมาณ 5,400 ล้านบาท และหลังจากเพิ่มสินทรัพย์ทำให้ผลกำไรของกองทุนฯ จะขยับเพิ่มขึ้นเป็น 8,300 ล้านบาท นอกจากนี้ ในส่วนอัตราเงินปันผลหลังเพิ่มทุน นักลงทุนมีโอกาสรับเงินปันผลเกิน 8-9% ในปัจจุบัน สำหรับผลตอบแทนต่อหน่วยกรณี JASIF ไม่เพิ่มทุนอยู่ที่ 0.99 บาทต่อหน่วย แต่กรณี JASIF เพิ่มทุนแล้วขยับเป็น 1.04 บาทต่อหน่วย
          นายพรชลิต กล่าวว่า ในวันที่ 7–13 พ.ย.นี้ กองทุนฯ เปิดให้ผู้ถือหน่วยเดิมซื้อจองหน่วยลงทุนใหม่ที่ราคาหน่วยละ 9 บาท กำหนดอัตราส่วนใช้สิทธิที่ 2.2 หน่วยลงทุนเดิม ต่อ 1 หน่วยลงทุนใหม่ ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ทั้งนี้ กองทุนฯ เพิ่มทุนแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย. 2562 นี้ แล้วหลังจากนั้น กองทุนฯ ก็จะนำเงินที่ได้จากการขายหน่วยใหม่และสินเชื่อจากธนาคารที่กู้ยืมมานำไปจ่ายค่าสินทรัพย์ของทาง JAS สำหรับวงเงินกู้ กองทุนฯ ได้กู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เพียงรายเดียว เนื่องจากเป็นเงินก้อนใหญ่
          สำหรับระยะเวลาการกู้ยืมเงินกับธนาคารกรุงเทพในปัจจุบัน คือ 10 ปี 5 เดือน ทั้งนี้ กองทุนฯ มีเป้าหมายชำระหนี้พร้อมเงินต้นและดอกเบี้ยให้หมดภายในระยะเวลาการกู้ยืมเงินดังกล่าว ทำให้หลังจากพ้นภาระหนี้แล้วกองทุนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น และกองทุนฯ คำนวณแล้วว่าการกู้ยืมเงินจากธนาคาร ทำให้ต้นทุนกองทุนฯ ลดลง และในภาวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำช่วยลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และมีส่วนทำให้ผลตอบแทนเงินปันผลเพิ่มขึ้น
          "วงเงิน 38,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเสนอขายหน่วยลงทุนใหม่ให้กับผู้ถือหุ้นเดิมวงเงินไม่เกิน 22,500 ล้านบาท ที่เหลือแบ่งเป็นเม็ดเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินรวม 18,160 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้แบ่งเป็น 15,500 ล้านบาทไว้ในการซื้อสินทรัพย์ใหม่ และส่วนต่างที่เหลืออีก 2,660 ล้านบาท กองทุนฯ จะนำไปชำระภาษีกับกรมสรรพากร แล้วทางกรมสรรพากรจะคืนเงินมาให้ กองทุนฯ จะนำเงินดังกล่าวไปจ่ายหนี้ธนาคาร อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่กองทุนฯ ต้องมีการกู้เงินกับธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากต้นทุนทางการเงินถูกกว่าการออกหน่วยลงทุนใหม่ โดยต้นทุนการกู้ยืมเงินประมาณเฉลี่ยอยู่ที่ 6% ขณะที่ต้นทุนในการออกหน่วยลงทุนใหม่เฉลี่ยอยู่ที่ 8-9% และในช่วงนี้ดอกเบี้ยจากการกู้ยืมอยู่ในระดับต่ำด้วย ทำให้กองทุนฯ สามารถสร้างผลตอบแทนเงินปันผลได้สูงขึ้น" นายพรชลิต กล่าว
          ทั้งนี้ มั่นใจว่าผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมที่ได้รับสิทธิ พร้อมจองซื้อหน่วยลงทุนใหม่ เพื่อเข้าลงทุนในทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเส้นใยแก้วนำแสงเพิ่มเติมครั้งที่ 1 จำนวนไม่เกิน 700,000 คอร์กิโลเมตร ช่วยเพิ่มศักยภาพกองทุนฯ มีทรัพย์สินครอบคลุมทั่วประเทศยิ่งขึ้น รับความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมชูประมาณการเงินปันส่วนแบ่งกำไรต่อหน่วยลงทุนในปีแรกเพิ่ม
          ทั้งนี้ ในวันที่ 7-13 พ.ย. 2562 เปิดจองซื้อหน่วยลงทุนใหม่ของ JASIF จำนวนไม่เกิน 2,500 ล้านหน่วย ซึ่งผู้ถือหน่วยเดิมที่มีสิทธิจองซื้อที่ 2.2 หน่วยลงทุนเดิม ต่อ 1 หน่วยลงทุนใหม่ ที่ราคาเสนอขาย 9 บาทต่อหน่วย จะระดมทุนเงินได้ 22,500 ล้านบาท และเป็นเงินกู้ จำนวน 15,500 ล้านบาท  รวมทั้งหมด 38,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานประเภททรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสง (Optical Fiber Cable) เพิ่มเติมครั้งที่ 1 จำนวนไม่เกิน 700,000 คอร์กิโลเมตร จาก บมจ.ทริปเปิลทีบรอดแบนด์ (TTTBB) ทำให้หลังเพิ่มทุนจะมีทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงไม่เกิน 1,680,500 คอร์กิโลเมตร ขนาดมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนประมาณ 81,500 ล้านบาท เพิ่มจากก่อนเพิ่มทุนที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนประมาณ 59,000 ล้านบาท