JASIFเพิ่มทุน3.8หมื่นล. การันตีปันผลสูงกว่า8-9%

Published on 2019-08-26   By ข่าวหุ้น
 ผู้ถือหน่วย JASIF ไฟเขียวเพิ่มทุน 3.8 หมื่นล้านบาท ตุลาคมนี้เคาะราคา จำนวนหน่วย ก่อนประกาศเสนอขายหน่วยลงทุน ด้านเงินปันผลมั่นใจให้สูงกว่าปัจจุบันที่ 8-9% ด้านผู้ถือหุ้นใหญ่ JAS  พร้อมใช้สิทธิส่วนเกินเข้าถือหน่วยลงทุนใหม่สูงถึง 33% การันตี 6 เดือนแรกไม่เทขายหน่วยต่ำกว่า 33% แน่นอน ด้านกองทุนฯ ตั้งเป้าหมายคืนเงินกู้ทบต้นทบดอกให้หมดภายในระยะเวลา 10 ปี
          แหล่งข่าวจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมเอกสารเพื่อเสนอให้กับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ภายในระยะเวลา 45 วัน หลังจากได้รับการอนุมัติของผู้ถือหน่วยลงทุน JASIF ในการขอเพิ่มเติมทรัพย์ลงทุนใหม่วงเงินไม่เกิน 38,000 ล้านบาท โดยคาดว่าในช่วงเดือน ต.ค. 2562 กองทุน JASIF สามารถกำหนดจำนวนหน่วยลงทุน ราคาหน่วยลงทุนใหม่ และประกาศการให้สิทธิผู้ถือหน่วยลงทุน และผลตอบแทนการจ่ายเงินปันผลได้ชัดเจน สำหรับราคาของหน่วยลงทุนใหม่จะต้องพิจารณาหลายด้านรวมถึงภาวะตลาดในช่วงนั้น ๆ ด้วย
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหน่วยกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2562 ที่ผ่านมา ผู้ถือหน่วย JASIF อนุมัติให้กองทุนเพิ่มเติมสินทรัพย์มูลค่าไม่เกิน 38,000 ล้านบาทเข้ากองทุนได้ โดยยังไม่ระบุจำหน่วยลงทุนใหม่ว่าจะออกมาจำนวนเท่าไหร่ รวมถึงราคาหน่วยลงทุนที่เสนอขายด้วย เนื่องจากยังมีขั้นตอนอื่น ๆ อีกหลายขั้นตอน อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมยืนยันว่า การเพิ่มเติมสินทรัพย์ใหม่มูลค่า 38,000 ล้านบาทดังกล่าว โดยผู้ถือหน่วยจะได้รับผลตอบแทนเงินปันผลเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันที่เฉลี่ยเติบโตปีละ 8-9% อย่างแน่นนอน
          เนื่องจากกองทุนฯ ได้มีการทำการกู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และธนาคารพาณิชย์อื่น ทำให้กองทุนฯ มีต้นทุนที่น้อยลงเมื่อเทียบกับเสนอขายหน่วยลงทุนใหม่ ประกอบกับผู้ถือหุ้นใหญ่อย่างบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน ) หรือ JAS ได้การรันตีในเรื่องของผลตอบแทนที่ผู้ถือหน่วยจะได้รับด้วย หากเพิ่มทุนกองทุนฯ แล้วผู้ถือหน่วยลงทุนได้ผลตอบแทนเงินปันผลน้อย ผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ไม่ยอมเช่นกัน พร้อมกันนี้ JAS พร้อมใช้สิทธิเข้าลงทุนในหน่วยเพิ่มทุนสินทรัพย์ใหม่ของ JASIFเกินสิทธิที่จะได้รับที่19% ด้วย
          ทั้งนี้หากผู้ซื้อหน่วยลงทุนใหม่เข้ามาใช้สิทธิน้อย ทาง JAS ก็จะเข้าลงทุนเพื่อถือสัดส่วนสูงถึง 33% ที่สำคัญ ผู้ถือหน่วยลงทุนใหม่ของ JASIF สบายใจได้ว่า หลังจากเพิ่มทุนเรียบร้อย ผู้ถือหุ้นใหญ่จะไม่มีโอกาสปรับลดสัดส่วนการถือครองหน่วยลงทุน JASIF ลงได้ภายในช่วง 6 เดือนแรกหลังจากมีการเพิ่มทุนเรียบร้อยแล้ว และภายใน 7 ปีแรกหลังเพิ่มทุน แม้ว่าสัดส่วนหน่วยลงทุนของผู้ถือหุ้นใหญ่จะมีการปรับลดลงมาบ้าง แต่ไม่หายไปหมดยังคงกำหนดให้ถือครองไม่ต่ำกว่า 15% เรื่องการเทขายหน่วยลงทุนออกไปหมดเหมือนที่นักลงทุนกังวลกันในขณะนี้จึงเกิดขึ้นได้ยาก
          สำหรับสัดส่วนถือครองหน่วยลงทุนใหม่ของผู้ถือหุ้นใหม่ ระบุชัดเจนว่า ช่วง 6 เดือนแรกหลังเพิ่มทุนเรียบร้อยอยู่ที่ 33% เดือนที่ 7 ถึงปีที่ 3 สัดส่วนต้องไม่น้อยกว่า 25% ปีที่ 4 ถึงปีที่ 6 สัดส่วนต้องไม่น้อยกว่า 19% และปีที่ 7 ถึงสิ้นสุดสัญญาเช่า (ปี 2575) ไม่น้อยกว่า 15% ส่วนภายกลังสิ้นสุดสัญญาเช่า ผู้ถือหุ้นใหญ่จะถือครองหน่วยลงทุนเท่าไหร่ก็ได้ แล้วแต่การพิจารณาของผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นหลัก
          ขณะที่ระยะเวลาการกู้ยืมเงินกับธนาคารกรุงเทพในปัจจุบัน คือ 10 ปี 6 เดือน ทั้งนี้ กองทุนฯ มีเป้าหมายชำระหนี้พร้อมเงินต้นและดอกเบี้ยให้หมดภายในระยะเวลาการกู้ยืมเงินดังกล่าว ทำให้หลังจากพ้นภาระหนี้แล้วกองทุนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น และหลังจากปลอดหนี้เงินกู้ยืมแล้วหุ้นรายใหญ่จะลดสัดส่วนหน่วยลงทุนหรือไม่ก็เป็นสิทธิของผู้ถือหุ้นใหญ่จะพิจารณา แต่กองทุนฯ ไม่กระทบแน่นอน เพราะการปลอดหนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีในการทำรายได้เพิ่มขึ้น
          ส่วนวงเงิน 38,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเสนอขายหน่วยลงทุนใหม่ให้กับผู้ถือหุ้นเดิมวงเงินไม่เกิน 22,500 ล้านบาท ที่เหลือแบ่งเป็นเม็ดเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินรวม 18,160 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้แบ่งเป็น 15,500 ล้านบาทไว้ในการซื้อสินทรัพย์ใหม่ และส่วนต่างที่เหลืออีก 2,660 ล้านบาท กองทุนจะนำไปชำระภาษีกับกรมสรรพากร แล้วทางกรมสรรพากรจะคืนเงินมาให้ กองทุนฯ จะนำเงินดังกล่าวไปจ่ายหนี้ธนาคาร อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่กองทุนฯ ต้องมีการกู้เงินกับธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากต้นทุนทางการเงินถูกกว่าการออกหน่วยลงทุนใหม่ โดยต้นทุนการกู้ยืมเงินประมาณเฉลี่ยอยู่ที่ 6% ขณะที่ต้นทุนในการออกหน่วยลงทุนใหม่เฉลี่ยอยู่ที่ 8-9% และในช่วงนี้ดอกเบี้ยจากการกู้ยืมอยู่ในระดับต่ำด้วย ทำให้กองทุนฯ สามารถสร้างผลตอบแทนเงินปันผลได้สูงขึ้น
          สำหรับผลตอบแทนเงินปันผล ก่อนเพิ่มสินทรัพย์ใหม่กองทุนฯ มีผลกำไรประมาณ 5,400 ล้านบาท และหลังจากเพิ่มสินทรัพย์ผลกำไรของกองทุนฯ จะขยับเพิ่มขึ้นเป็น 8,300 ล้านบาท ซึ่งไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์จนกว่าจะได้จำนวนหน่วยลงทุนใหม่ออกมาชัดเจนแล้ว ส่วนกรณีการฟ้องร้องทางคดีที่เกิดขึ้นกับทาง JAS ในขณะนี้ ยืนยันว่า ไม่มีความเกี่ยวพันกับกองทุน JASIF แต่อย่างไร