เทรดวอร์"ขยี้ซ้ำหุ้นไทย แนวรับจ่อหลุด1,600จุด สบช่องแนะกองทุนอินฟราฯ JASIF-DIF-TFFIF

Published on 2019-08-14   By ข่าวหุ้น

วานนี้ (13 ส.ค.) หุ้นปิดร่วง 30.41 จุด ส่วนแนวรับวันนี้อยู่ระหว่าง 1,620–1,610 จุด และอาจมีโอกาสหลุด 1,600 จุด หลังสงครามการค้า หรือเทรดวอร์ยังตามถล่มหุ้นทั่วโลกรวมถึงไทย เผยกองทุนและต่างชาติจะยังขายต่อเนื่อง พร้อมแนะลงทุนในหุ้นกองทุนโครงสร้างพื้นฐานฯ ย้ำราคาหุ้นไม่แกว่งหรือผันผวนตามภาวะตลาด  และผลตอบแทนเงินปันผลยังอยู่ระดับสูง เช่น JASIF-DIF และ TFFIF
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ วานนี้ (13 ส.ค.) ปิดที่ระดับ 1,620.23 จุด ลบ 30.41 จุด หรือลดลง 1.84% มูลค่าการซื้อขาย 6.42 หมื่นล้านบาท โดยดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบตลอดทั้งวัน โดยดัชนีทำระดับสูงสุดที่ 1,644.15 จุด และทำระดับต่ำสุดที่ 1,619.03 จุด
          ส่วนนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิกว่า 3,395 ล้านบาท และนักลงทุนสถาบัน (กองทุน) ขายสุทธิเช่นเดียวกันกว่า 838 ล้านบาท
          นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวรับตลาดหุ้นไทยในวันนี้อยู่ที่ 1,620–1,610 จุด และมีแนวต้านสำคัญ 1,640–1,650 จุด
          “ยังบอกไม่ได้ว่า ดัชนีมีโอกาสจะร่วงต่ำกว่า 1,600 จุดหรือไม่ เพราะตลาดหุ้นไทยตอนนี้ปรับลงตามตลาดหุ้นต่างประเทศ นักลงทุนเกิดการแพนิก” นายกรภัทร กล่าว
          ส่วนสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกและของไทยร่วงลง ยังคงมาจากเรื่องของสงครามการค้า หรือเทรดวอร์ ระหว่างประเทศสหรัฐฯ และจีน ประกอบกับการลดค่าเงินหยวนของจีนก็มีผลเชิงลบเช่นกัน
          นอกจากนี้ การประท้วงที่ฮ่องกงทำให้มีการปิดสนามบินแม้ว่าจะมีการเปิดใช้สนามบินได้แล้วในระยะสั้น แต่บรรยากาศก็เป็นลบ อย่างไรก็ดี ดัชนีปรับตัวลงหลุด 1,640 จุดลงไปเป็นจุดที่น่าซื้อเพื่อลงทุน ซึ่งตลาดปรับตัวลงมาจนมีมูลค่า ที่น่าสนใจแล้ว ซึ่งค่อย ๆ สะสมได้ เพราะตลาดก็พร้อมที่จะรีบาวด์ได้ทุกเมื่อ
          นายกรภัทร กล่าวถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในไตรมาส 2 ว่า ส่วนใหญ่แม้จะปรับลดลง แต่หากมองเข้าไปข้างในจะพบว่า บจ.ต่าง ๆ จะมีรายการพิเศษ (สำรองพนักงานเกษียณ) ทำให้ตัวเลขออกมาดูไม่ดีนัก ขณะที่กำไรที่เกิดจากผลประกอบการยังขยายตัวได้ดีอยู่
          นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยที่ปรับตัวลงมานั้น ถือว่ามากกว่าที่ประเมินไว้บ้าง แต่ขณะเดียวกันยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะลงไปหนักกว่านี้หรือไม่ เพราะปัญหาเรื่องของเทรดวอร์ที่ถือเป็นปัจจัยลบหลักยังคงรุนแรงมากขึ้น รวมถึงภาพรวมกำไรของบจ.ได้ปรับลง
          นายกิจพณ กล่าวถึงการขายหุ้นของกองทุนว่า ที่ผ่านมากองทุนซื้อมาเยอะมาก จึงพยายามที่จะขายออกมา ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ดี จะเริ่มเห็นแรงซื้อเข้าไปยังหุ้นในกลุ่มสื่อสารมากขึ้น โดยมองว่าราคาหุ้นยังแลกการ์ด และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลยังค่อนข้างดี
          ส่วนแรงขายนักลงทุนต่างชาตินั้น นายกิจพณ มองว่า ค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลง จะทำให้ฟันด์โฟลว์ไหลออกไปได้อีก
          แนะหุ้นกองอินฟราฯ
          นายพิสุทธิ์ งามวิจิตวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทยังมีมุมมองเป็นบวกต่อกลุ่มกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (IFF) ซึ่งถือเป็นหลุมหลบภัยที่ดีในยามที่ตลาดหุ้นผันผวนจากปัจจัยทั้งภายในประเทศ และภายนอกประเทศ โดยมองว่ากองทุนอินฟราฟันด์นั้นมีความคล้ายกับหุ้นกู้ในเรื่องของความเสี่ยงที่ต่ำ และมีการจ่ายผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ และเหมาะสำหรับนักลงทุนที่รองรับความเสี่ยงสูงได้ไม่มากนัก หรือนักลงทุนที่ต้องการซื้อหุ้นกู้ แต่ไม่สามารถซื้อได้ เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วธนาคารมักจะขายหุ้นกู้ให้กับลูกค้ารายใหญ่เป็นอันดับแรก ๆ ส่งผลให้ลูกค้ารายย่อยมักจะซื้อหุ้นกู้ได้ค่อนข้างยาก แต่สำหรับกองทุนอินฟราฟันด์นั้นสามารถซื้อได้ง่ายและขายคล่อง
          สำหรับมุมมองการลงทุนในกองทุนอินฟราฟันด์ในช่วงนี้ถือว่ายังเป็นบวก เนื่องจากว่ายังมีหุ้นในกลุ่มนี้หลายตัวที่ตลาดให้มูลค่าน้อยอยู่ ซึ่งมูลค่าของหุ้นในกลุ่มกองทุนนี้จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามกิจการโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่จะค่อย ๆ เปิดตัวขึ้นเรื่อย ๆ และกระแสเงินสดอิสระที่มั่นคงโดยมีการกระจายผลตอบแทนสูง นั่นก็หมายความว่าจะทำให้ความผันผวนด้านราคาหน่วยลงทุนต่ำด้วยเช่นกัน และโดยปกติจะมีผลตอบแทนที่น่าดึงดูดกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ เช่นหุ้นกู้
          สำหรับกองทุนที่บริษัทคิดว่าน่าลงทุนในกลุ่มนี้ได้แก่ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIFโดยคงคำแนะนำซื้อ ทั้งนี้ คาดว่าราคาหุ้น JASIF จะปรับสูงขึ้นอีก เมื่อมีการอนุมัติข้อตกลงการเข้าซื้อสินทรัพย์ ซึ่งไม่เพียงจะช่วยกระตุ้นให้ดิวิเดนด์ยีลด์สูงขึ้น แต่ยังช่วยขยายกรอบเวลาด้านกระแสรายได้ค่าเช่าของ JASIF ออกไปอีก 13-15 ปี
          กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล หรือ DIF แนะนำซื้อด้วยราคาเป้าหมายปี 2562 อิงวิธี DCF ที่ 15.70 บาท โดยชอบ DIF ตรงที่มีดิวิเดนด์ยีลด์ที่สูงในระดับ 7.05% พร้อมกับมีสัญญาเช่าที่แน่นอนแล้ว 20 ปีเฉลี่ยจากผู้ให้การสนับสนุนรายใหญ่อย่าง TRUE ส่วนปัจจัยที่อาจนำไปสู่การปรับเพิ่มมูลค่าหุ้น (rerating) อาจมาจากการใช้บริการด้านข้อมูลที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และการมาถึงของเทคโนโลยี 5G ซึ่งมองว่าจะช่วยดึงดูดอุปสงค์สำหรับการเช่า FOC และเสาสัญญาโทรศัพท์จากผู้เช่าบุคคลที่ 3 ได้
          และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ TFFIF แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมายอิงวิธีคิดลดเงินสด (DCF) กลางปี 2563 ที่ 13.37 บาท ทั้งนี้ บริษัทเลือก TFFIF เพราะ 1.อายุกองทุนที่เหลืออยู่ 29 ปี 2.กระแสรายได้ที่มั่นคงจากกิจการทางพิเศษ 3.ความผันผวนที่ต่ำเพราะไม่มี OPEX และ CAPEX และ 4.มีโอกาสที่ดีที่จะได้รับการอัดฉีดสินทรัพย์ใหม่จากรัฐบาลชุดใหม่
          โดยราคาหุ้นของ TFFIF มีระดับที่น่าดึงดูดด้วยอัตราผลตอบแทนตลาด (market IRR) ที่ 5.24% อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ของเงินปันผลต่อหน่วย (DPU) รอบ 3 ปี (2562-2565) และ DCF ส่วนเพิ่มจากการอัดฉีดสินทรัพย์ใหม่ ทั้งนี้ มองว่าราคาหุ้นของ TFFIF จะปรับสูงขึ้นจากการจัดตั้ง ครม.ชุดใหม่ และการกลับมาของกิจกรรมการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่าความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น JASIF วานนี้ปรับลง 0.10 บาท มาที่ 11.40 บาท  โดยในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นค่อนข้างมีเสถียรภาพ และไม่ได้ปรับตัวลงไปตามภาวะตลาด เช่นเดียวกับหุ้น DIF ที่ราคาหุ้นค่อนข้างนิ่ง ซึ่งเมื่อวานนี้ปิด ที่ 17.90 บาท  ไม่เปลี่ยนแปลง
          DIF จองซื้อหน่วยใหม่ 15.90 บ.
          นางสาววีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการผู้แทนจำหน่ายหน่วยลงทุน DIF กล่าวว่า กองทุน DIF เตรียมเปิดให้ผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมที่มีรายชื่อปรากฏในสมุดทะเบียนวันที่ 5 ส.ค. 2562 ใช้สิทธิจองซื้อหน่วยลงทุนใหม่ตั้งแต่วันที่ 20-23 ส.ค. 2562 นี้ ที่ราคาเสนอขาย 15.90 บาทต่อหน่วย โดยกำหนดอัตราส่วนในการจองซื้อที่ 9.40 หน่วยลงทุนเดิม ต่อ 1 หน่วยลงทุนใหม่ เพื่อเข้าลงทุนในทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมครั้งที่ 4 มูลค่ารวมทั้งสิ้นไม่เกิน 15,800 ล้านบาท
          นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBAM ในฐานะบริษัทจัดการกองทุน DIF กล่าวว่า ภายหลังการลงทุนครั้งที่ 4 ประมาณการอัตราผลตอบแทนในปีแรกอยู่ที่ 6.58% (ราคาเสนอขายหน่วยลงทุนใหม่ที่ 15.90 บาทต่อหน่วย และประมาณการเงินปันส่วนแบ่งกำไรต่อหน่วยลงทุน สำหรับช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2562 ถึง 30 ก.ย. 2563 อยู่ที่ 1.0456 บาทต่อหน่วย)