รายงานพิเศษ: คัด 15 หุ้น Dividend Yield สูง

Published on 2019-08-06   By ข่าวหุ้น

เข้าสู่เดือนสิงหาคม! บรรยากาศตลาดหุ้นก็เข้าสู่สภาวะที่ย่ำแย่ โดยดัชนีปิดวันแรกของเดือนหลุดแนวรับสำคัญ 1,700 จุดไปเป็นที่เรียบร้อย พอหลังจากหลุดแนวรับสำคัญแล้ววันต่อมาดัชนีก็ยังคงปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 62 ลงมาปิดที่ 1,665.99 จุด ลดลง 18.72 จุด มูลค่าการซื้อขาย 48,470.80 ล้านบาท
          หากดูจากดัชนีที่ปรับตัวลงหนักจากต้นเดือนสิงหาคมถึงปัจจุบันที่มีการซื้อขายเพียง 3 วันทำการ... ดัชนีลงไปแล้วกว่า 45 จุด ซึ่งการปรับตัวลงเหตุจากภายหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ  เตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนอีก 10% คิดเป็นมูลค่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะเริ่มเก็บวันที่ 1 ก.ย.นี้ ทำให้กดดันและสร้างความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกสูงขึ้น
          ประกอบกับเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยในประเทศในเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร อีกทั้งดูจากค่าเงินหยวนอ่อนตัวลงมากกว่า 7 หยวนต่อดอลลาร์ ซึ่งจะไปกดดันให้ค่าเงินในเอเชียอื่น ๆ อ่อนตัวตามคาดความผันผวนที่เกิดขึ้นจะยิ่งหนุนให้เกิดแรงขายของนักลงทุนต่างประเทศ
          นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย.นี้ แต่เห็นได้ว่าตลาดฯ ก็ยังไม่ตอบสนอง เพราะยังมีเวลาอีกนานพอควร ดังนั้นจึงหันมารอดูการประชุมประจำปีของเฟด ในวันที่ 22-24 ส.ค.นี้ ที่เมืองแจ็คสัน โฮล ว่าเฟดจะส่งสัญญาณการปรับอัตราดอกเบี้ยอย่างไรบ้าง ซึ่งถ้าสงครามการค้าแย่ลง เฟดก็พร้อมที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย
          เนื่องจากดัชนีที่ปรับตัวลงเหตุมาจากตลาดฯ มีโมเมนตัมเป็นลบจากปัจจัยในประเทศและต่างประเทศนั่นเอง!!!
          ทั้งนี้ด้วยภาพรวมของตลาดหุ้นฯ ที่เป็นขาลงยากต่อการลงทุน ทำให้เห็นว่ามีการชะลอการลงทุน และส่วนหนึ่งมีการเทขายหุ้นออกมาเพื่อลดความเสี่ยง แล้วหันมาถือเงินสดเอาไว้ก่อน ...เพื่อเป็นการถอยรอรับแล้วค่อยหาจังหวะรอความชัดเจน ประกอบกับปัจจัยใหม่ ๆ จะเข้ามาสนับสนุนตลาดหุ้นฟื้นตัวรอบใหม่
          เพื่อลดความเสี่ยงต่อการลงทุนช่วงตลาดยังเป็นขาลง เน้นหุ้นมีปัจจัย...อย่างเช่นหุ้นที่มีอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) สูง เป็นตัวเลือกหนึ่งเพื่อการลงทุน
          เนื่องจากหุ้นกลุ่มปันผลสูงมักหยิบยกขึ้นมาลงทุนในช่วงภาวะตลาดที่เป็นขาลง เพราะมองว่าราคาหุ้นจะปรับตัวลดลงน้อยกว่ากลุ่มอื่น ๆ และแกร่งกว่าตลาด
          สำหรับหุ้นที่มีอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) สูง ได้แก่ อันดับ 1 บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) หรือ ROJNA  อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 9.45%, อันดับ 2 บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 9.18%, อันดับ 3 บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 9%
          อันดับ 4 บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ PF อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 8.92%, อันดับ 5 บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 8.56%, อันดับ 6 บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 8.50%, อันดับ 7 บริษัท ไฟร์เทรดเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ FTE อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 8.40%
          อันดับ 8 บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 7.71%, อันดับ 9 บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 7.55%, อันดับ 10 บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 7.36%, อันดับ 11 บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSH อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 7.35%,
          อันดับ 12 บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ  ANAN อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 7.30%, อันดับ 13 บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 7.28%, อันดับ 14 บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 7.02%, และอันดับ 15 ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) หรือ KKP อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 6.90%
          ที่สำคัญหุ้นข้างต้นที่มีความน่าสนใจนอกเหนือจากอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) สูงแล้ว หุ้นดังกล่าวยังมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งอีกด้วย เพราะผลประกอบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
          รวมถึงราคาหุ้นถือว่ายังถูกมากหากดูค่า P/E และค่า P/BV ที่ค่อนข้างต่ำ...  ดูจากตารางประกอบ
          ดังนั้นด้วยสถานการณ์ตลาดหุ้นเป็นขาลง หุ้น Dividend Yield สูง ก็เป็นอีกทางเลือกของการลงทุน! เพราะถึงแม้ราคาหุ้นจะปรับตัวลงก็ยังคงได้รับปันผลตอบแทน!!!