การันตีJASIFยีลด์8.9% อัพราคาใหม่12.82บาท บัวหลวงส่งซิก SUPEREIF ผลตอบแทนเกิน 7.49%

Published on 2019-07-12   By ข่าวหุ้น

กองทุนบัวหลวงรับประกันผลตอบแทน JASIF ไม่ต่ำกว่า 8.9% ต่อปี  หลังเพิ่มสินทรัพย์ใหม่เข้ากองทุน 3.8 หมื่นล้านบาท  นักวิเคราะห์ปรับราคาเป้าหมายเพิ่มเป็น 12.82 บาท  จาก 11.21 บาท อัพไซด์ 14%  ด้าน BBLAM ส่งสัญญาณกองทุนใหม่ SUPEREIF จ่ายผลตอบแทนเกิน 7.49%
          นายพรชลิต พลอยกระจ่าง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนบัวหลวง จำกัด หรือ BBLAM  กล่าวว่า มั่นใจว่ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF หลังเพิ่มเติมสินทรัพย์ครั้ง 1 มูลค่า 38,000 ล้านบาท ผลตอบแทนจากเงินปันผลต่อปี หรือยีลด์ จะไม่น้อยกว่าปัจจุบันเฉลี่ยที่ 8.9% ต่อปี
          สำหรับยีลด์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นอยู่ระดับใดขึ้นอยู่กับราคาขายเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม มีโอกาสที่ราคาขายต่ำกว่าตลาดเพื่อให้ผู้ถือหน่วยเดิมสามารถซื้อเพิ่มได้ เพื่อรอรับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น และกองทุนมีการประเมินความเสี่ยงทุกไตรมาส และจะมีประเมินฯ รอบใหญ่ในปี 2563 ด้านนักลงทุนไม่ต้องกังวลว่าจะเหมือนกรณี BTSGIF ส่วนวงเงินกู้สำหรับกองทุนนี้ธนาคารหลัก คือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และได้เจรจากับธนาคารร่วมด้วยแต่ยังไม่ได้ข้อสรุป
          ขณะที่กองทุนรวมโครงสร้างฐานพื้นฐานโรงฟ้า ซุปเปอร์เอนเนอร์ยี หรือ SUPEREIF ขนาดกองทุน 8,150 ล้านบาท เตรียมเปิดจอง IPO ระหว่างวันที่ 22-26 ก.ค. 2562 และ 30-31 ก.ค. 2562 คาดว่า อัตราเงินจ่ายให้กับนักลงทุนเบื้องต้นในระยะเวลา 12 เดือน อยู่ที่ 7.49% สำหรับผลตอบแทนดังกล่าวจะรวมในส่วนของเงินปันผลและเงินลดทุน อย่างไรก็ตาม ในระยะ 12 เดือนแรกของกอง SUPEREIF ยังไม่มีเงินลดทุนรวมอยู่ด้วย สำหรับมูลค่า 8,150 ล้านบาท แบ่งเป็นเสนอขายให้นักลงทุนรายย่อยประมาณ 5,150 ล้านบาท และวงเงินที่เหลือ 3,000 ล้านบาทเป็นการกู้เงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL
          ทั้งนี้ บริษัทมั่นใจว่ากองทุนดังกล่าวจะได้รับผลการตอบรับที่ดี เนื่องจากโรงไฟฟ้าที่อยู่ในกองทุนมีการไฟฟ้านครหลวงไทยและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าระยะยาว 25 ปี และกองทุนนี้มีโรงไฟฟ้าในกองรวม 19 โรงไฟฟ้า และทางบริษัท ซุปเปอร์บล๊อก จำกัด (มหาชน) หรือ SUPER เจ้าของกองทุน ยังมีโรงไฟฟ้าอื่น ๆ เพิ่มเติมอีกจำนวนมาก หากในอนาคตกองทุนมีแผนขึ้นเพิ่มทรัพย์สินในอนาคต และในช่วงเดือนที่เหลือของปีนี้ดอกเบี้ยยังมีแนวโน้มที่ต่ำ ทำให้ผลตอบแทนเงินฝากอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ผลตอบแทนจากหุ้นปันผลเฉลี่ยอยู่ที่ 3-4% เมื่อเทียบกับผลตอบแทนตลาดฯ ได้ประมาณ 3-4% เช่นกัน แต่ผลตอบแทนจากกองทุนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสทรักเจอร์ฟันด์) เฉลี่ยที่ 5-6% ต่อปี
          นายพรชลิต กล่าวอีกว่า พร้อมกันนี้บริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ บัวหลวง เค.อี. รีเทล หรือ BKER มูลค่ารวม 11,300 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นไฟลิ่งกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คาดว่าจะใช้ระยะเวลาพิจารณาประมาณ 160 วัน สามารถจัดตั้งกองทุนได้เรียบร้อยช่วงไตรมาส 4/2562 นี้ สำหรับแผนออกกองทุนอินฟราฯ อื่น ๆ จะเห็นในช่วงปี 2563 รวมถึงกองรีทส์และกองททรัสต์ด้วย
          สำหรับแนวโน้มมูลค่าตลาดกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (PFPOs) ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (IFFs) จะเติบโตขึ้นมาก คาดว่า กองทุนกลุ่มนี้ภายใน 1-2 ปี มีโอกาสเติบโตถึง 1 ล้านล้านบาท จากครึ่งแรกของปี 2562 อยู่ที่ 790,000 ล้านบาท เติบโต 12% จากปี 2557 อยู่ที่ 450,000 ล้านบาท และในปี 2561 อยู่ที่ 710,000 ล้านบาท ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ยังมองว่ามูลค่าตลาดกองทุนกลุ่มนี้จะยังเติบโตได้อีกประมาณ 80,000 ล้านบาท หรือในระดับเดียวกับครึ่งแรกของปีนี้ ทำให้สิ้นปีนี้มูลค่าตลาดกองทุนกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 870,000 ล้านบาท
          "ปัจจัยสนับสนุนที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในกองทุนกลุ่มนี้มาจากภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ มีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยมาอยู่ที่ 1.5% ขณะเดียวกันกองทุนกลุ่มนี้มีความผันผวนต่ำ และสร้างอัตราผลตอบแทนในระดับที่ดี โดยมีอัตราผลตอบแทนตลาดของกองทุนกลุ่มนี้ในปัจจุบันสูงถึง 22% ขณะที่ผลตอบแทนตลาดหุ้นอยู่ที่ 12% เท่านั้น หรือกองทุนกลุ่มนี้มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 6-7% สูงกว่าผลตอบแทนเงินฝากอยู่ระดับต่ำ นอกจากนี้ บลจ.ต่าง ๆ ยังคงมีการเพิ่มทรัพย์สินเข้ากองทุนและออกกองทุนประเภทนี้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย" นายพรชลิต กล่าว
          อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มูลค่าตลาดกองทุนกลุ่มนี้ยังคิดเป็น 4.7% ของมูลค่าตลาดรวมของตลาดหุ้นไทย แบ่งเป็นสัดส่วนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (PFPOs) ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) สัดส่วน 55% และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (IFFs) สัดส่วน 45% ในอนาคตสัดส่วนกองทุน IFFs มีโอกาสเพิ่มขึ้นมากกว่ากองทุน PFPOs และ REITs เพราะเป็นอีกช่องทางที่รัฐบาลจะใช้ระดมทุนได้ คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้ามาอีกหลายหมื่นล้านบาท ปัจจุบันกองทุนกลุ่มนี้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 67 กอง แบ่งเป็นกอง PFPOs จำนวน 38 กอง กอง REITs จำนวน 22 กอง และกอง IFFs จำนวน 7 กอง เพิ่มจาก 59 กองในปี 2557 แบ่งเป็นกอง PFPOs จำนวน 52 กอง กอง REITs จำนวน 4 กอง และกอง IFFs จำนวน 3  กอง
          สำหรับในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ บลจ.บัวหลวงมีมูลค่าตลาดกองทุนกลุ่มนี้ทั้งสิ้น 137,400 ล้านบาท แบ่งเป็นกอง  PFPOs และกอง REITs ที่ 17,400 ล้านบาท หรือสัดส่วนประมาณ 4% ของตลาดรวมกองทุนดังกล่าวที่ 434,500 ล้านบาท มีจำนวน 2 กอง คือ กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ฟิวเจอร์พาร์ค (FUTUREPF) ผลตอบแทนเฉลี่ย 5.2% และทรัตส์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์บัวหลวง ออฟฟิศ (B-WORK) ผลตอบแทนเฉลี่ย 7.84% ส่วนกองทุน IFFs มีมูลค่าตลาด120,000 ล้านบาท หรือสัดส่วนประมาณ 34% ของตลาดรวมกองทุนดังกล่าวที่ 355,500 ล้านบาท มีจำนวน 3 กอง คือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท (BTSGIF) สามารถจ่ายเงินให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้ทุกไตรมาส, กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF) ผลตอบแทนเฉลี่ย 8.9% และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้ากลุ่มน้ำตาลบุรีรัมย์ (BRRGIF) ผลตอบแทนเฉลี่ย 6-6.5%
          บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยมีมุมมองเป็นบวกต่อข้อตกลงการเข้าซื้อสินทรัพย์ของ JASIF และได้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายอิงวิธีคิดลดเงินสด (DCF) ขึ้น 14.36% จาก 11.21 บาทเป็น 12.82 บาท โดยเรามองว่าแม้ข้อตกลงดังกล่าวจะไม่เพียงช่วยเพิ่มเงินปันผลต่อหน่วย (DPU) สำหรับปี 2563-2564 ของ JASIF ขึ้น 4.7-5.2% หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (DY) ที่ 8.32-8.39% เท่านั้น แต่ยังจะช่วยบรรเทาความกังวลของตลาดหลายในประเด็น
          โดยเฉพาะ 1.การขายหุ้นของ JAS ที่ถือครองอยู่ใน JASIF และ 2.อายุสัญญาเช่าเดิมที่เหลืออยู่เพียง 6 ปี เนื่องจากเงื่อนไขการถือครองขั้นต่ำคาดว่าจะยับยั้งไม่ให้ JAS ขายหุ้น JASIF เป็นเวลา 3 ปี ขณะที่มีการขยายอายุสัญญาเช่าทั้งหมดออกไปเป็น 13 ปี ทั้งนี้ เรามั่นใจว่าความเสี่ยงที่ลดลงจะปลดล็อกมูลค่า JASIF และทำให้มีการปรับเพิ่มมูลค่าหุ้นขึ้นในเร็ว ๆ นี้ โดยเรายังคงคำแนะนำ "ซื้อ" และเลือกเป็นหุ้นเด่นในกลุ่มกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน