JASIFขยายกองตามนัด คาดJASปันผลเกิน1บาท

Published on 2019-07-11   By ข่าวหุ้น
JASIF ลงทุนในสินทรัพย์เพิ่มที่ราคาไม่เกิน 3.8 หมื่นล้านบาทตามคาด กำหนดประชุมผู้ถือหน่วยฯวันที่ 23 ส.ค.นี้ ด้านบล.บัวหลวงแนะนำ "ซื้อ"เพื่อรับยีลด์สูงถึง 7.8% พร้อมจับตา JAS กำไรพุ่งจากการขายสินทรัพย์เข้า JASIF ลุ้นจ่ายปันผลเกิน 1 บาท ส่วน “แบงก์กรุงเทพ” รับเละปล่อยกู้แบบซินดิเคทโลนร่วมกับ SCB ให้ JASIF 1.8 หมื่นล้านบาท
          บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บัวหลวง จำกัด หรือ BBLAM แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า กองทุนโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF ได้เพิ่มทุนกองทุนฯ ครั้งที่ 1 มูลค่ารวมประมาณ 38,000 ล้านบาท เพื่อเข้าลงทุนทรัพย์สินส่วนเพิ่มในกรรมสิทธิ์การเข้าซื้อทรัพย์สินส่วนเพิ่มของบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTTBBและพร้อมนำสินทรัพย์ใหม่เข้าลงทุนเพิ่มให้แล้วเสร็จภายในปี 2562 ทั้งนี้ได้กำหนดจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหน่วยลงทุนกองทุน JASIF ครั้งนี้ 1/2562 ในวันที่ 23 ส.ค. 2562 เวลา 08.30 น. ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ
          สำหรับการลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติมกองทุน JASIF ครั้งนี้ ในเบื้องต้นคาดว่า แหล่งเงินทุนที่จะใช้ในการลงทุนทรัพย์สินส่วนเพิ่มจะมาจากการเพิ่มทุนจดทะเบียนกองทุนในจำนวนรวมไม่เกิน 24,629 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเดิมที่ 54,184 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หน่วยละ 9.8516 บาท ส่งผลให้เป็นทุนจดทะเบียนไม่เกิน 78,813 ล้านบาท พร้อมกันนี้กองทุนฯ จะทำการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินในประเทศวงเงินรวมไม่เกิน 15,500 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนส่วนหนึ่งสำหรับซื้อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนเพิ่ม
          นอกจากนี้ กองทุนอาจทำการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินในประเทศวงเงินไม่เกิน 26,660 ล้านบาท เพื่อใช้ในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนเพิ่ม รวมเป็นเงินกู้ทั้งสิ้นไม่เกิน 18,160 ล้านบาท และเมื่อกองทุนฯ ได้ซื้อทรัพย์สินส่วนเพิ่มดังกล่าวข้างต้นแล้ว กองทุนจะนำทรัพย์สินส่วนเพิ่มจำนวน 80% ของทรัพย์สินส่วนเพิ่มทั้งหมดที่ได้รับมอบจาก TTTBB ซึ่งรวมกันไม่เกิน 560,000 คอร์กิโลเมตรออกให้ TTTBB เช่าในอัตราค่าเช่าเริ่มต้นที่ 433.21 บาทต่อคอร์กิโลเมตรต่อเดือน (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ภายใต้สมมติฐานว่าการเข้าลงทุนในทรัพย์สินส่วนเพิ่มจะแล้วเสร็จภายในปีนี้
          ทั้งนี้ สำหรับทรัพย์สินส่วนเพิ่มจำนวน 20% ของทรัพย์สินส่วนเพิ่มทั้งหมดได้รับมอบจาก TTTBB ซึ่งรวมกันไม่เกิน 140,000 คอร์กิโลเมตรนั้น จะนำออกให้ TTTBB เช่า ในระหว่างที่กองทุนไม่ได้ให้บุคคลอื่นเช่า เพื่อเป็นการประกันรายได้ค่าเช่าให้แก่กองทุนในอัตราค่าเช่าเริ่มต้นที่ 764.48 บาทต่อคอร์กิโลเมตรต่อเดือน (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยปรับขึ้นค่าเช่าทุกวันที่ 1 ม.ค.ของทุกปี ตามอัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ประกาศโดยกระทรวงพาณิชย์ ไม่เกิน 3% ต่อปีและไม่ต่ำกว่า 0% ต่อปี
          การลงทุนดังกล่าวสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของกองทุน ซึ่งเน้นการลงทุนในทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนเพื่อเป็นรายได้ให้แก่กองทุน ประกอบกับแนวโน้มและโอกาสในการขยายตัวของธุรกิจบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ซึ่งการลงทุนในทรัพย์สินส่วนเพิ่มดังกล่าวน่าจะทำให้กองทุนสามารถจ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนได้ในระยะยาว การลงทุนเพิ่มเติมครั้งนี้จะช่วยเพิ่มรายได้และผลตอบแทนการลงทุน รวมถึงมูลค่าทรัพย์สินให้กับกองทุน
          บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด ระบุว่า ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" JASIF ด้วย dividend yield ที่สูงถึง 7.8% ในปีนี้ ล่าสุด บลจ.บัวหลวง จำกัด ได้เสนอที่ประชุมผู้ถือหน่วยลงทุนให้อนุมัติการเข้าลงทุนใน OFC เพิ่มเติมไม่เกิน 7 แสนคอร์กิโลเมตร ในราคาไม่เกิน 3.8 หมื่นล้านบาท แหล่งเงินทุนจะมาจากการเพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นเดิมไม่เกิน 2.46 หมื่นล้านบาท และเงินกู้ยืมไม่เกิน 1.81 หมื่นล้านบาท
          ประเด็นดังกล่าว ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า ข่าวข้างต้นเป็นข่าวบวกต่อ JASIF ในแง่ของการขายสินทรัพย์เข้า JASIF เฟสสองมีความคืบหน้า นอกจากนี้การขยายอายุสัญญาเช่าออกไปอีก 6 ปีจากเดิมบวกกับเงื่อนไขของการต่อสัญญาเช่าหลักออกไปอีก 10 ปียิ่งเป็นประเด็นบวกสำหรับ JASIF ในแง่ของความเสี่ยงที่ลดลงหลังจากสิ้นสุดอายุสัญญาเช่าหลัก ซึ่งเดิมสิ้นสุดในปี 2569 (ค.ศ. 2026) ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนกังวลว่าจะมีการปรับอัตราค่าเช่าหรือลดปริมาณ OFC ที่เช่าลงจากเดิมหรือไม่หลังจากปี 2569
          คาด JAS ปันผลพิเศษ
          บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า คงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้นของบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด (มหาชน) หรือ JAS  กำหนดราคาพื้นฐาน 9.78 บาท/หุ้น หลังความคืบหน้าของ JAS ในการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF เฟส 2 ครั้งที่ 1 ซึ่งจากข้อมูลทางด้าน JASIF คาดว่าจะมีการซื้อสินทรัพย์เสร็จภายในปี 2562
          ดังนั้นส่งผลให้กำไรสุทธิปี 2562 ของ JAS สูงไปถึง 11,400 ล้านบาท เติบโต 104% จากปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4,912.59  ล้านบาท และด้วยอัตราการจ่ายปันผลที่ 80% จึงคาดว่าเงินปันผลต่อหุ้นปี 2562 จะสูงเป็น 1 บาท หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนปันผลสูงถึง 13.7% คาดว่าจะเป็นลำดับต้น ๆ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ทั้งนี้มีสมมติฐานอัตราการจ่ายปันผลที่ใช้ถือว่าอนุรักษนิยม เนื่องจาก 2 ปีก่อนจ่ายในอัตรามากกว่า 100%
          ทั้งนี้ JAS ยังสามารถทำกำไรพิเศษจากการขาย JASIF ได้มากในอนาคต ปัจจุบัน JAS ยังถือ JASIF ในสัดส่วนสูงกว่าขั้นต่ำ โดย JASIF เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2558 ตามข้อกำหนดภายใน 3 ปี คือ ปี 2561 สามารถขายลงมาได้ถึงระดับต่ำสุดที่ 19% แต่ JAS ได้ขายลงมาเหลือ 23.5% จาก 33.3% ทำให้มีการบันทึกกำไรมากถึง 3,700 ล้านบาท ในงวดไตรมาส 2/2561
          ขณะที่ประเมินว่า หากในอนาคต JAS ขาย JASIF ลงมาจนถึง 19% จะบันทึกกำไรได้อีก 1,700 ล้านบาท และเมื่อถึงปี 2564 JAS จะขาย JASIF ได้ทั้งหมด รวมส่วนที่ลดจาก 23.5% เป็น 19% ด้วย คาดว่าจะได้รับกำไรประมาณ 8,700 ล้านบาท อย่างไรก็ตามหาก JAS ทำเช่นนั้นจะได้รับผลลบ คือ รับรู้กำไรตามส่วนได้เสีย และเงินปันผลรับจาก JASIF น้อยลง
          BBL-SCB ร่วมปล่อยกู้
          นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส หรือ ASP คาดว่า JASIF จะกู้แบบซินดิเคทโลนจากธนาคารพาณิชย์ เพื่อใช้ในการซื้อสินทรัพย์และเพื่อใช้ในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนเพิ่มจาก JAS ซึ่งมีวงเงินที่ค่อนข้างสูงประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท โดยมีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBLเป็นแกนนำในการปล่อยกู้ครั้งนี้
          สำหรับอัตราดอกเบี้ยจะเป็นอัตราที่ต่ำกว่าผลตอบแทนของกองทุนที่จะได้รับจากการซื้อสินทรัพย์เพิ่มครั้งนี้ ซึ่งในแง่ของธนาคารกรุงเทพที่ปล่อยกู้ก็จะทำให้ยอดสินเชื่อปีนี้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งกำไรในปีนี้ด้วย
          ด้านนายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด กล่าวว่า แผนการกู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศของ JASIF กว่า 1.8 หมื่นล้านบาท จะส่งผลเชิงบวกต่อธนาคารที่ปล่อยกู้ เนื่องจากเป็นวงเงินที่ค่อนข้างสูง