JASจ่อปันผลยีลด์13% ขยับเป้าสูงลิ่ว9.78บาท

Published on 2019-07-08   By ข่าวหุ้น

 “บล.ดีบีเอสฯ” เชียร์ “ซื้อ” JAS เคาะเป้าราคา 9.78 บาท คาดปี 62 โชว์กำไรสุทธิ 11,400 ล้านบาท พุ่งกระฉูด 104%  ลุ้นจ่ายปันผลหุ้นละ 1 บาท ยีลด์สูง 13.7% หลังคาดขายสินทรัพย์เข้า JASIF เฟส 2 ครั้งที่ 1 ปลายปี 62 ราคา 35,000 ล้านบาท บุ๊กกำไรหลังภาษี 9,200 ล้านบาท พร้อมแนะเก็งกำไร JAS-W3 เหตุในภาวะที่มีกำไร (In the Money)
          บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า คงคำแนะนำ “ซื้อ” ของบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด (มหาชน) หรือ JAS  กำหนดราคาพื้นฐาน 9.78 บาท/หุ้น หลังความคืบหน้าของ JAS ในการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF เฟส 2 ครั้งที่ 1 ซึ่งจากข้อมูลทางด้าน JASIF คาดว่าจะมีการซื้อสินทรัพย์เสร็จภายในปี 2562 และเริ่มรับรู้รายได้จากสินทรัพย์ใหม่ตั้งแต่ต้นปี 2563 แสดงว่า JAS จะต้องมีการประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) อนุมัติขายสินทรัพย์และมีการอนุมัติจากการประชุมผู้ถือหุ้นตามมา
          หลังจากนั้นจะใช้เวลาในการยื่นไฟลิ่งกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้แล้วเสร็จทันประมาณปลายไตรมาส 4/2562 จึงคาดว่า JAS ขายสินทรัพย์เข้า JASIF จะเกิดขึ้นได้ประมาณปลายปี 2562 โดยราคาขายเฟส 2 ครั้งที่ 1 คาดว่าจะอยู่ที่ 35,000 ล้านบาท สำหรับสินทรัพย์เป็นไฟเบอร์ ออปติกจำนวน 650,000 คอร์กิโลเมตร หากอ้างอิงอัตรากำไรที่ได้รับจากการขายสินทรัพย์เฟส 1 คาดว่ากำไรก่อนภาษีในการขายเฟส 2 ครั้งที่ 1 อยู่ที่ 11,600 ล้านบาท และกำไรหลังภาษีอยู่ที่ 9,200 ล้านบาท
          ดังนั้นส่งผลให้กำไรสุทธิปี 2562 ของ JAS สูงไปถึง 11,400 ล้านบาท เติบโต 104% จากปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4,912.59  ล้านบาท และด้วยอัตราการจ่ายปันผลที่ 80% จึงคาดว่าเงินปันผลต่อหุ้นปี 2562 จะสูงเป็น 1 บาท หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนปันผลสูงถึง 13.7% คาดว่าจะเป็นลำดับต้น ๆ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ทั้งนี้มีสมมติฐานอัตราการจ่ายปันผลที่ใช้ถือว่าอนุรักษนิยม เนื่องจาก 2 ปีก่อน จ่ายในอัตรามากกว่า 100%
          ทั้งนี้ JAS ยังสามารถทำกำไรพิเศษจากการขาย JASIF ได้มากในอนาคต ปัจจุบัน JAS ยังถือ JASIF ในสัดส่วนสูงกว่าขั้นต่ำ โดย JASIF เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2558 ตามข้อกำหนดภายใน 3 ปี คือ ปี 2561 สามารถขายลงมาได้ถึงระดับต่ำสุดที่ 19% แต่ JAS ได้ขายลงมาเหลือ 23.5% จาก 33.3% ทำให้มีการบันทึกกำไรมากถึง 3,700 ล้านบาท ในงวดไตรมาส 2/2561
          ขณะที่ประเมินว่า หากในอนาคต JAS ขาย JASIF ลงมาจนถึง 19% จะบันทึกกำไรได้อีก 1,700 ล้านบาท และเมื่อถึงปี 2564 JAS จะขาย JASIF ได้ทั้งหมด รวมส่วนที่ลดจาก 23.5% เป็น 19% ด้วย คาดว่าจะได้รับกำไรประมาณ 8,700 ล้านบาท อย่างไรก็ตามหาก JAS ทำเช่นนั้นจะได้รับผลลบ คือ รับรู้กำไรตามส่วนได้เสีย และเงินปันผลรับจาก JASIF น้อยลง
          นอกจากนี้ คาดว่า JAS จะยังมีการขายสินทรัพย์เข้า JASIF เฟส 2 ครั้งที่ 2 ในอนาคต หากกำหนดให้การขายสินทรัพย์ทั้งหมดในเฟส 2 เท่ากับ เฟส 1 ที่ 980,000 คอร์กิโลเมตร สำหรับการขายเฟส 2 ครั้งที่ 1 คือ 650,000 คอร์กิโลเมตร จะยังเหลืออีก 330,000 คอร์กิโลเมตร มีโอกาสจะบันทึกกำไรในอนาคตได้อีก การที่ต้องทยอยแบ่งเป็นครั้ง ๆ คาดว่าเป็นเพราะ JAS ต้องประเมินถึงค่าใช้จ่ายในการกลับไปเช่าโครงข่ายจาก JASIF เพื่อทำธุรกิจด้วย
          ขณะเดียวกันคาดว่ากำไรหลักของ JAS ในปี 2562 เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน เป็น 2,200 ล้านบาท ปกติบริษัทจะมีกำไรหลักไม่รวมรายการพิเศษไตรมาสละประมาณ 500 ล้านบาท แม้รับรู้กำไรตามส่วนได้เสียจาก JASIF ได้ต่ำลง หลังจากมีการขายหุ้นออกไปบางส่วน แต่การที่รายได้ยังเติบโต 3% จากปีก่อน และดอกเบี้ยจ่ายต่ำลงจากการคืนหนี้ ทำให้กำไรหลักยังเติบโตได้ ขณะที่อัตราการเติบโตของผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตจาก 3BB ในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 4-5% ล่าสุดในไตรมาส 1/2562 มาอยู่ที่ 3 ล้านราย และลูกค้า FTTX มีสัดส่วนที่ทยอยสูงขึ้นเป็น 41%
          อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบของ JAS ที่มีอยู่ คือ 1.หากขายสินทรัพย์เข้า JASIF ไม่ทันปี 2562 การจ่ายปันผลพิเศษอาจต้องเลื่อนไปปี 2563 แทน 2.หากอัตรากำไรจากการขายสินทรัพย์ครั้งนี้ได้รับน้อยกว่าครั้งแรกที่ IPO 3.แนวโน้มกำไรสุทธิในช่วงไตรมาส 2/2562 จะลดลงจากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิสูงมากถึง 3,600 ล้านบาท ซึ่งมีกำไรพิเศษจากการขายหุ้น JASIF จำนวนมาก แต่ไตรมาส 2/2562 JAS มีโอกาสจะบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ผลพวงจากเงินบาทที่แข็งค่ามาก คาดว่าเป็น 280 ล้านบาท ขณะที่กำไรหลักคาดว่าจะเปลี่ยนแปลงไม่มาก และ 4.ในบางไตรมาสมีการบันทึกค่าใช้จ่ายจากประมาณการหนี้สินจากการกลับคำพิพากษาของศาลฎีกา ล่าสุด ณ สิ้นไตรมาส 2/2562 มียอดเหลือเป็น 805 ล้านบาท
          ดังนั้น จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐานที่ 9.78 บาท/หุ้น เนื่องจากคาดว่าปี 2562 บริษัทจะจ่ายปันผลสูงลำดับต้น ๆ ใน SET ทั้งนี้ประเมินธุรกิจหลักด้วย Forward P/E ปี 2562 ที่ 6.0 เท่า และมูลค่าเงินลงทุน JASIF ที่ราคาพื้นฐาน 11.50 บาท ทั้งนี้ที่ราคาพื้นฐาน ยังคิดอัตราผลตอบแทนปันผลปี 2562 ที่ยังสูงเป็น 10.3%
          ด้านความเสี่ยง คือ ราคาขายและอัตรากำไรของสินทรัพย์ที่จำหน่ายให้ JASIF น้อยกว่าคาด รวมทั้งการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นในธุรกิจให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง จากการรุกตลาดมากขึ้นของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE และ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT
          นอกจากนี้ มีการเก็งกำไร JAS-W3 เพราะอยู่ในภาวะที่มีกำไร แม้การถือวอร์แรนต์จะไม่ได้รับเงินปันผล แต่ด้วยเงื่อนไขที่ราคาใช้สิทธิเพียง 3.605 บาท ถือว่าอยู่ในภาวะที่มีกำไร (In the Money) ส่วนอัตราการใช้สิทธิเป็น 1: 1.192 หุ้น หมดอายุ 5 ก.ค. 2563 จากราคาปิดมูลค่าทางทฤษฎีเป็น 4.40 บาท และมูลค่าทาง Black-Scholes เป็น 4.42 บาท ดังนั้นในช่วงการเก็งกำไรเงินปันผลพิเศษ ทำให้ราคาหุ้นตัวแม่ปรับตัวขึ้น วอร์แรนต์ก็มีราคาที่ปรับขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตามมีการทยอยใช้สิทธิแปลงวอร์แรนต์มาเป็นหุ้นสามัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้สิทธิในการรับเงินปันผล