JASIFเพิ่มกองทันQ4 ยันไม่ซ้ำรอยBTSGIF JAS รอรับสองเด้ง ปันผลพิเศษ/เข้า SET100

Published on 2019-06-10   By ข่าวหุ้น
 “บัวหลวง” ยืนยัน JASIF เพิ่มสินทรัพย์ลงทุนใหม่กว่า 3 หมื่นล้านบาท เสร็จในไตรมาส 4 นี้ ส่วนสัญญาสินทรัพย์กอง 1 จะหมดอายุในปี 69 ทางกองทุนฯพร้อมต่อสัญญาให้เท่ากับระยะเวลาของสินทรัพย์ลงทุนใหม่ ขณะที่การประเมินสินทรัพย์กองทุนอินฟราฯทุก 3 ปีตามเกณฑ์ก.ล.ต. ชี้ JASIF ยังไม่ถึงเวลาประเมิน และอาจไม่ได้รับผลกระทบเหมือน BTSGIFด้าน JAS ลุ้นมีปันผลพิเศษจากการขายสินทรัพย์เพิ่ม พร้อมเตรียมเข้าคำนวณในดัชนี SET100 ครึ่งปีหลัง
          นายพรชลิต พลอยกระจ่าง รองกรรมการผู้จัดการ Head of Real Estate & Infrastructure Investmentบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (BBLAM) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเพิ่มสินทรัพย์ใหม่มูลค่าประมาณกว่า 30,000 ล้านบาท ในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาเรื่องของราคาสินทรัพย์ที่จะใส่เพิ่มเข้ามา รวมถึงรายละเอียดอื่น ๆ เช่น แหล่งเงินทุนในการกู้ยืมด้วย เนื่องจากกองทุนเปิดทุกช่องทางสำหรับแหล่งเงินทุนที่คิดอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำเพิ่มเติม แม้มีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เป็นผู้ให้สินเชื่อหลักของกองทุนฯ นี้อยู่แล้วก็ตามอย่างไรก็ดีมั่นใจว่าจะดำเนินการเรียบร้อยภายในไตรมาส 4/2562
          “แผนการเพิ่มสินทรัพย์ในรอบนี้หากเสร็จสิ้นตามแผนที่วางไว้มูลค่ากองทุนฯ จะปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับกว่า 80,000 ล้านบาท จากปัจจุบันมูลค่ากองทุนฯ อยู่ที่ 50,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามโอกาสที่จะเพิ่มสินทรัพย์ใหม่มากกว่าที่มองไว้ที่กว่า 30,000 ล้านบาทนั้น มีโอกาสค่อนข้างน้อย ทำให้กองทุน JASIF ขยายกองทุนได้มากสุดไม่น่าเกิน 80,000 ล้านบาท” นายพรชลิต กล่าว
          ทั้งนี้ นายพรชลิตยืนยันว่ากองทุน JASIF ยังมีความน่าสนใจ เนื่องจากเป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนเงินปันผลที่ดี (เกือบ 9%) เมื่อเทียบกับการลงทุนที่มีการจ่ายผลตอบแทนเงินปันผลเหมือนกัน และกองทุนฯ นี้ถือเป็นหนึ่งในกองทุนประเภทโครงสร้างพื้นฐาน หรืออินฟราสตรักเจอร์ฟันด์ ที่นักลงทุนควรมีอยู่ในพอร์ต
          สำหรับสินทรัพย์ลงทุนกองทุน 1 ของกองทุน JASIF ที่จะครบสัญญาในปี 2569 นั้น และขณะเดียวกันจะมีสินทรัพย์ใหม่ (3 หมื่นล้านบาท) เข้ามาเพิ่มเติมด้วย ทำให้ทางกองทุนฯ จำเป็นต้องดูรายละเอียดเรื่องของอายุสินทรัพย์กองทุน 1 ที่จะต่อใหม่ด้วย โดยจะต่อสัญญาการลงทุนในสินทรัพย์กองที่ 1 ให้เท่ากับอายุของสินทรัพย์ใหม่ที่เข้ามา เพื่อผลประโยชน์กับกองทุนและนักลงทุน
          นายชลิต กล่าวอีกว่า ส่วนการประเมินกองทุนโครงสร้างพื้นฐานทุก ๆ 3 ปีตามเกณฑ์ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อาจจะส่งผลกระทบต่อตัวกองทุนนั้น ๆ ได้ ซึ่งกองทุน JASIF ก็เป็นหนึ่งในกองทุนที่ต้องถูกประเมินกองทุนตามหลักเกณฑ์ของก.ล.ต.เช่นกัน แต่กองทุน JASIF ยังไม่ถึงเวลาเข้าสู่กระบวนการประเมินกองทุนในช่วงนี้
          อย่างไรก็ตาม หากกองทุน JASIF เข้าสู่กระบวนการประเมินกองทุน ก็มีโอกาสเจอผลกระทบเช่นเดียวกับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท (BTSGIF) ได้ หรืออาจไม่ได้มีผลกระทบอย่างกองทุน BTSGIF ก็ได้เช่นกัน
          สำหรับการประเมินกองทุนถือเป็นเรื่องปกติสำหรับกองทุนอินฟราสตรักเจอร์ฟันด์รวมไปถึงกองทุนจำพวกอสังหาริมทรัพย์และกองทุนรีทส์ด้วย ซึ่งกองทุนอินฟราฯ จะประเมินกองทุนทุก ๆ 3 ปี ขณะที่กองทุนอสังหาฯ และรีทส์ประเมินกองทุนทุกปี ดังนั้นนักลงทุนจึงไม่ต้องกังวลกับการประเมินกองทุนตามที่ก.ล.ต.กำหนด เนื่องจากกองทุนทั้งสองประเภทยังให้ผลตอบแทนเงินปันผลที่ดี
          “ประโยชน์ของการลงทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ผู้ลงทุนสามารถรับผลตอบแทนคาดหวังที่ดี เนื่องจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมีความจำเป็นต่อการสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทย ซึ่งทุกรัฐบาลเห็นความสำคัญในจุดนี้ และผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้เกิดความต่อเนื่อง หลังจากการลงทุนดังกล่าวนิ่งมานาน น่าจะมีแนวโน้มที่มีทรัพย์สินการลงทุนใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่มขึ้น อย่างล่าสุดมีกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์เข้ามาเพิ่ม ถือเป็นผลดีต่อผู้ลงทุน หลังจากปัจจุบันกองทุนหาสินทรัพย์ลงทุนใหม่ ๆ จากปัจจุบันไม่ค่อยมีสินทรัพย์ลงทุนแล้ว ดังนั้นแนะนำว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยังมีความจำเป็น ควรมีในพอร์ตลงทุน ควรจะมีการลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานไว้บาลานซ์พอร์ต และลงทุนในระยะยาว” นายพรชลิต กล่าว
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุน JASIF เฟส 2 มูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทแล้วเสร็จในปีนี้ คาดว่าทาง JASจะมีการจ่ายเงินปันผลพิเศษออกมา นอกจากนี้ JAS ยังเป็นหุ้นที่โบรกฯ เกือบทุกแห่งต่างคาดหมายว่าจะได้เข้าคำนวณในดัชนี SET100 รอบครึ่งปีหลังอย่างแน่นอน
          ล่าสุดราคาหุ้น JAS บวก 0.20 บาท ปิดที่ 6.50 บาท เปลี่ยนแปลง 3.17% มูลค่าการซื้อขาย 505.7 ล้านบาท โดยราคาปิดดังกล่าวสูงสุดในรอบ 14 เดือน