JASรับ3,797ล้านชนะคดี TRUEพลิกกำไร1.5พันล

Published on 2019-05-14   By ข่าวหุ้น

JAS รอรับทรัพย์กว่า 3,797 ล้านบาท หลังอนุญาโตฯชี้ขาดให้คู่กรณีข้อพิพาทกรณีส่วนแบ่งรายได้สัญญาร่วมลงทุนสร้างโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำจ่ายเงินพร้อมดอกเบี้ยให้บริษัทย่อย (JSTC) ฟาก TRUE โชว์ไตรมาส 1/62 พลิกมีกำไรสุทธิ 1,508 ล้านบาท จากขาดทุน 673 ล้านบาท ส่วน DTAC ไม่ชัดรับจัดสรรคลื่น 700 รอกสทช.ประกาศหลักเกณฑ์วันนี้
          นางสาวสายใจ คีตสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2562 ที่ผ่านมา บริษัทได้รับทราบคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ฉบับลงวันที่ 29 เม.ย. 2562 สำหรับข้อพิพาทระหว่างบริษัท จัสมิน ซับมารีน เทเลคอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด หรือ JSTC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ JAS (ผู้เรียกร้อง) และบริษัทรายหนึ่ง (ผู้คัดค้าน) กับบริษัทอีกรายหนึ่ง (ผู้ร้องสอด) ซึ่ง JSTC ได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อเรียกร้องให้ผู้คัดค้านชำระเงินส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาร่วมลงทุน (สัญญาร่วมลงทุนฯ) สร้างโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ (ฝั่งตะวันออก) เป็นจำนวนประมาณ 3,395 ล้านบาท
          ทั้งนี้ ข้อพิพาทดังกล่าว คณะอนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านรับผิดชอบชำระเงินส่วนแบ่งรายได้ตั้งแต่งวดเดือน ก.ย. 2551-วันที่ 3 ต.ค. 2554 รวมทั้งดอกเบี้ย คิดเป็นเงินจำนวน 2,517,742,568.66 บาท จนถึงวันที่เสนอข้อพิพาท (22 ธ.ค. 2557) เป็นค่าดอกเบี้ยจำนวน 877,608,644.07 บาท รวมยอดเงินต้นค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 3,395,351,212.73 บาท และดอกเบี้ยในอัตรา 7.5% ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่เสอนข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าผู้คัดค้านจะชำระจนเสร็จสิ้น คิดเป็นยอดเงินรวม 4,223,102,194.21 บาท (เมื่อคำนวณดอกเบี้ยอัตรา 7.5% ต่อปี นับแต่วันที่เสนอข้อพิพาทจนถึงวันที่ 9 พ.ค. 2562)
          โดยในการรับเงินส่วนแบ่งรายได้ดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาโอนสิทธิและหน้าที่การรับเงินตามสัญญาสัมปทาน และเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติที่ JSTC และผู้ร้องสอดได้ปฏิบัติต่อกันมาด้วยการร่วมกันรับเงินส่วนแบ่งรายได้จากผู้คัดค้าน ซึ่งผู้ร้องสอดมีสิทธิได้รับเงินส่วนแบ่งรายได้เป็นเงินจำนวน 425,719,738.16 บาท (ณ วันสิ้นปี 2560) โดยเงินส่วนแบ่งรายได้ส่วนที่เหลือให้เป็นของ JSTC (3,797,382,456.05 ล้านบาท)
          นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2562 ที่ผ่านมา บริษัทได้รับทราบคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ฉบับลงวันที่ 29 เม.ย. 2562 สำหรับข้อพิพาทระหว่าง JSTC (ผู้คัดค้าน) และบริษัทรายหนึ่ง (ผู้เรียกร้อง) เกี่ยวกับสัญญาร่วมลงทุนฯ โดยผู้เรียกร้องได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อเรียกร้องให้ JSTC คืนเงินส่วนแบ่งรายได้ที่ผู้เรียกร้องกล่าวอ้างว่า JSTC รับเกินไปตามสัญญาร่วมลงทุนฯ พร้อมด้วยให้ชำระค่าซ่อมแซมเครื่องมือ อุปกรณ์ และทรัพย์สินในโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำฝั่งตะวันออก รวมถึงค่าเสียโอกาสในการประกอบธุรกิจ เป็นจำนวนเงินรวมประมาณ 9,931 ล้านบาท
          สำหรับข้อพิพาทดังกล่าว คณะอนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาดให้ JSTC ชำระค่าใช้จ่ายเป็นเงินจำนวน 15,821,600 บาท เท่านั้น พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตรา 7.5% ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันที่ 29 เม.ย. 2558 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นให้แก่ผู้เรียกร้อง โดยค่าดอกเบี้ยนับถึงวันยื่นคำเสนอข้อพิพาท (19 ส.ค. 2559) ซึ่งต้องเป็นเงินไม่เกินจำนวน 11,522,128.23 บาท ทั้งนี้ สำหรับเงินส่วนแบ่งรายได้และข้อเรียกร้องอื่น ๆ เป็นเงินประมาณ 9,900 ล้านบาท ตามคำเสนอข้อพิพาทข้างต้นนั้น JSTC ไม่มีหน้าที่ต้องชำระให้แก่ผู้เรียกร้องแต่อย่างใด
          TRUE พลิกโชว์กำไร 1,508 ล้าน
          นายกิตติณัฐ ทีคะวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2562 กลุ่มทรูมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,508.68 ล้านบาท จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 673 ล้านบาท
          โดยผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งนี้ มาจากการเติบโตของรายได้จากการให้บริการเป็น 25,813 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.1% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน มีรายได้อยู่ที่ 24,804 ล้านบาท ด้วยรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งเติบโตสูงเหนืออุตสาหกรรม ในขณะที่ยังคงมุ่งเน้นมาตรการด้านต้นทุนและเพิ่มผลิตภาพอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้กลุ่มทรูสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่องในปี 2562 ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
          ทั้งนี้ กำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 1/2562 เติบโตเป็น 1,529 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5 เท่า จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรอยู่ที่ 289 ล้านบาท ร่วมกับการรับรู้มูลค่าเงินลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล หรือ DIF ทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 1,508.68 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมผลของการเพิ่มมูลค่าของ DIF กำไรสุทธิอยู่ที่ 315 ล้านบาท จากไตรมาสเดียวกันปีก่อนที่มีผลขาดทุนอยู่ที่ 1,200 ล้านบาท
          “เป็นที่น่ายินดีที่ผลประกอบการของกลุ่มทรูในไตรมาสแรกนี้เติบโตอย่างชัดเจน สามารถสร้างผลกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง อันเป็นผลจากการให้ความสำคัญกับมาตรการด้านต้นทุนและเพิ่มผลิตภาพอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแคมเปญการตลาดแบบเจาะกลุ่มเป้าหมาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น” นายกิตติณัฐ กล่าว
          นายศิริพจน์ คุณากรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) TRUE กล่าวว่า ทรูมูฟ เอช เติบโตแข็งแกร่งและเหนืออุตสาหกรรมโดยรวม มีรายได้จากการให้บริการไตรมาส 1/2562 อยู่ที่ 19,103 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีรายได้อยู่ที่ 17,756 ล้านบาท ทำให้ส่วนแบ่งตลาดด้านรายได้ของทรูมูฟ เอช เพิ่มสูงขึ้นเป็น 29.5% ผลตอบรับที่ดีต่อแคมเปญทางการตลาดที่เจาะกลุ่มเป้าหมายในแต่ละพื้นที่และการเสริมความแข็งแกร่งให้กับช่องทางการขาย ส่งผลให้ฐานลูกค้าของทรูมูฟ เอช เติบโตแข็งแกร่งทั้งในกลุ่มรายเดือนและเติมเงิน ขยายฐานลูกค้ารวมเพิ่มขึ้นเป็น 29.6 ล้านราย ณ สิ้นไตรมาส 1/2562
          ส่วนทรูออนไลน์ ยังคงพัฒนาและเพิ่มมูลค่าให้กับบริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเร็วมาตรฐานที่สูงขึ้น แพ็กเกจไฟเบอร์ที่คุ้มค่า ทั้ง 1Gbps และคอนเวอร์เจนซ์ ผสานบริการและสิทธิประโยชน์หลากหลายให้แก่ลูกค้าของกลุ่มทรู นอกจากนี้ยังมีแพ็กเกจเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะสำหรับคอเกม เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น โดยในไตรมาส 1/2562 รายได้จากการให้บริการของทรูออนไลน์อยู่ที่ 8,831 ล้านบาท ลดลง 2.8% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีรายได้อยู่ที่ 9,086 ล้านบาท และทรูออนไลน์ในไตรมาส 1/2562 มีลูกค้าบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตรายใหม่สุทธิ 55,000 ราย ขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 3.5 ล้านราย
          ขณะที่ทรูวิชั่นส์ ยังคงมุ่งมั่นที่จะนำเสนอคอนเทนต์คุณภาพสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงคอนเทนต์ที่ผลิตขึ้นเอง เพื่อตอบสนองความชอบและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการใช้งานด้านดิจิทัลและการใช้งานผ่านหลายหน้าจอ โดยใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มสื่อดิจิทัลและสิทธิประโยชน์หรือ “ทรูไอดี” โดยรายได้จากการให้บริการของทรูวิชั่นส์อยู่ที่ 2,894 ล้านบาท ลดลง 6.4% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีรายได้อยู่ที่ 3,092 ล้านบาท และทรูวิชั่นส์มีจำนวนลูกค้ารวมมากกว่า 4 ล้านราย ณ สิ้นไตรมาส 1/2562 หนุนโดยฐานลูกค้าที่สมัครสมาชิกรายเดือนซึ่งเติบโต 5% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน
          DTAC ไม่ชัดรับจัดสรรคลื่น 700
          นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC เปิดเผยว่า นวัตกรรมและการลงทุนของผู้ให้บริการมือถือได้สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีนัยสำคัญต่อประเทศไทย ซึ่งบริษัทจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมเพื่อช่วยเหลือกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม ให้เข้าถึงบริการ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการเข้ามาของยุค 5G ในอนาคต ที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก
          ส่วนกรณีสำนักงานกสทช.เตรียมประกาศหลักเกณฑ์การจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz ในวันนี้ (14 พ.ค. 2562) นั้น ปัจจัยทางด้านราคาถือเป็นปัจจัยสำคัญที่บริษัทจำเป็นต้องนำมาพิจารณา โดยหากหลักเกณฑ์ดังกล่าวมีราคาที่สูง หรือต่ำกว่าที่คาด อาจต้องเรียกประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) เพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
          “ยังขอไม่ระบุว่าราคาจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทเข้ารับการจัดสรรคลื่นความถี่ 700 MHz หรือไม่ เนื่องจากสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญมากที่สุดคือ การทำแผนการจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งหากยังไม่มีแผนการจัดสรรคลื่นความถี่ที่ชัดเจน สำนักงานกสทช.ก็ยังไม่ควรเปิดให้มีการจัดสรรความถี่ เพราะทำให้เอกชนวางแผนการลงทุนลำบาก และกว่าผู้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ 700 MHz จะได้ใช้งาน ก็ปลายปี 2563 จึงไม่เห็นเหตุผลที่จะเร่งรัดในขณะนี้” นางอเล็กซานดรา กล่าว
          ด้านนายฮากุน บรัวเซ็ท เชิร์ล ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานพันธมิตรและสัมพันธ์องค์กร เทเลนอร์กรุ๊ป เอเชีย กล่าวว่า ปัจจุบัน เทเลนอร์กรุ๊ปดำเนินธุรกิจในภูมิภาคเอเชียมาแล้วกว่า 20 กว่าปี มีผู้ใช้บริการรวมกันกว่า 166 ล้านคน ใน 5 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ ปากีสถาน เมียนมา มาเลเซีย และไทย ซึ่งระหว่างปี 2557-2560 เทเลนอร์กรุ๊ปลงทุนในภูมิภาคเอเชียทั้ง 5 ประเทศเป็นจำนวนทั้งสิ้น 6,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และรายได้ในเอเชีย คิดเป็น 55% ของรายได้รวมของเทเลนอร์กรุ๊ป ขณะที่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2551-2560 เทเลนอร์กรุ๊ปลงทุนไปแล้ว 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไม่รวมค่าใช้จ่ายคลื่นความถี่) โดยยังคงมุ่งมั่นลงทุนในเอเชียอย่างต่อเนื่อง
          นายเจมส์ แอลลัน ผู้อำนวยการบริษัทวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ฟรอนเทียร์อีโคโนมิกส์ กล่าวว่า จากผลการศึกษาซึ่งครอบคลุม 5 ประเทศที่เทเลนอร์กรุ๊ปดำเนินกิจการอยู่ในเอเชีย พบว่าบริการด้านโทรคมนาคมถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพทางธุรกิจ สร้างสรรค์นวัตกรรม สร้างตลาดใหม่ที่เกิดจากผลิตภัณฑ์และบริการที่ใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งผลักดันให้เศรษฐกิจมวลรวมของเอเชียเติบโตถึงปีละ 6-12% โดยบริการด้านโทรคมนาคมช่วยให้เศรษฐกิจเอเชียโดยรวมเติบโตถึง 75%
          นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่า ภาคการเงิน ธุรกิจค้าปลีก การศึกษา สาธารณสุขและการขนส่ง เป็นธุรกิจที่มีการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารอย่างเข้มข้นเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการช่วยหนุนให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตกว่าอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม โดยมูลค่าเศรษฐกิจไทยที่เกี่ยวเนื่องจากบริการสื่อสารได้เติบโตจาก 400,000 ล้านดอลาร์สหรัฐ เป็น 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2548-2558) ซึ่งในปี 2558 อุตสาหกรรมโทรคมนาคมช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐศาสตร์ให้แก่เศรษฐกิจไทยถึง 68%