โค้งท้ายเล่นหุ้นปันผลเก็งกำไรรายตัว

Published on 2019-03-07   By ประชาชาติธุรกิจ

โบรกฯสแกน 9 หุ้นปันผลเด่นสำหรับงวดครึ่งปีหลังปี'61 ผลตอบแทนสูง 2-5% ลุ้นราคาหุ้นยังมีอัพไซด์ให้ทำกำไรก่อนวันขึ้น XD ชี้หุ้นปันผลดีลดห่วงราคาหุ้นเหวี่ยง สภาธุรกิจตลาดทุนไทยชี้เทรนด์ตลาดหุ้น มี.ค.เคลื่อนไหวกรอบแคบ เกาะติดผลเลือกตั้ง บวกคลื่นปัจจัยต่างประเทศรุมเร้า
          นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันยังเหลือระยะเวลาอีกราว 1 เดือน หรือช่วงเดือน มี.ค.นี้ ก่อนวันที่หุ้นแต่ละตัวจะขึ้นเครื่องหมาย XD (ไม่มีสิทธิรับปันผล) ทั้งหมด จึงมีความเป็นไปได้ที่หุ้นปันผลดี ซึ่งยังไม่ได้ขึ้น XD น่าสนใจเข้าลงทุน เนื่องจากข้อมูลสถิติย้อนหลัง 5 ปีที่ผ่านมาจะพบว่าช่วง 2 เดือนก่อนขึ้น XD จะให้ผลตอบแทนรวม (ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นและเงินปันผล) เฉลี่ยอยู่ที่ 6.3% ขณะที่ปัจจุบันราคาหุ้นที่จ่ายปันผลดี ได้ปรับขึ้น เฉลี่ย 4% แล้ว จึงเหลืออีก 2% ที่ยังมีโอกาสปรับขึ้นได้ช่วงสั้น ๆ
          ขณะที่ฝ่ายวิจัยของ บล.เอเซีย พลัสได้คัดกรองหุ้นปันผลเด่นของงวดครึ่งปีหลังในปี 2561 โดยพิจารณาจากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นย้อนหลัง 5 ปี ที่ผ่านมา, อัตราการจ่ายปันผลเป็นเงินสด และอัตราผลตอบแทนปันผล (dividend yield) มีจำนวน 9 บริษัท ซึ่งหลัก ๆ จะกระจายในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) (AP), บมจ.ควอลิตี้ เฮ้าส์ (QH), บมจ.เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ (SENA) และ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) ส่วนกลุ่มบันเทิง ได้แก่ บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) กลุ่มธุรกิจการเงิน ได้แก่ บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) และกลุ่มธนาคาร ได้แก่ ธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) และบมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO)
          นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการ ผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า การจะลงทุนในหุ้นที่มีปันผลสูงในช่วงนี้จะต้องมีการพิจารณาเป็นรายตัว เนื่องจากหากต้องการลงทุนเพื่อรับเงินปันผลจะต้องมอง ระยะข้างหน้าด้วยว่า ผลประกอบการของหุ้นดังกล่าวมีโอกาสเติบโตในอนาคต หรือมีความสามารถในการทำกำไรได้ดีอย่างต่อเนื่องหรือไม่ เพราะหากอนาคตมีกำไรลดลงอาจจะทำให้ไม่สามารถ จ่ายเงินปันผลได้ แต่หากเป็นหุ้นปันผลดีเมื่อลงทุนระยะยาวจะส่งผลบวกต่อ นักลงทุน อาจไม่ต้องกังวลต่อการเหวี่ยงของราคาหุ้น เมื่อเกิดปัจจัยลบภายนอกรบกวนสามารถลงทุนได้ก่อนจะขึ้น XD ที่ใกล้จะกำหนดแล้ว
          "ในมุมมองของบริษัทจดทะเบียน ก็ต้องการผู้ลงทุนที่เข้ามาถือหุ้นของตนในระยะยาวมากกว่าการถือระยะสั้น"
          สำหรับหุ้นที่จ่ายปันผลสำหรับงวดครึ่งหลังของปี 2561 นั้น บล.กสิกรไทยได้คัดเลือกหุ้นที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนจากปันผลโดดเด่น 4 อันดับแรก คือ บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) มีผลตอบแทนจากปันผล 8.9%, KKP 7.5%, LH  6.5% และ TISCO 6.2% ส่วนอัพไซด์ของหุ้นดังกล่าวจะอยู่ที่ 16.3%, 7.5%, 16.5%, 10.6% และ 6.2% ตามลำดับ (ข้อมูล ณ 20 ก.พ. 62)
          นายภาสกรกล่าวถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยในเดือน มี.ค.ว่า ยังมีทิศทางเป็นบวกเนื่องจากปัจจัยในประเทศ ได้แก่ การเลือกตั้ง และตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยของไตรมาส 4/61 และปี'61 ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์เอาไว้ รวมทั้งปัจจัยต่างประเทศที่ค่อนข้างคลี่คลายไปในทางบวกมากขึ้น โดยเฉพาะข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่เจรจาเมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ส่วนปัจจัยอื่น ๆ เช่น ราคาน้ำมัน เบร็กซิต (Brexit) และดอกเบี้ยของสหรัฐยังค่อนข้างนิ่ง ซึ่งปัจจัยแวดล้อมเช่นนี้จะเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นทำ perform ได้ดี
          นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในเดือน มี.ค.นี้อาจเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ เนื่องจากยังมีปัจจัยทั้งในและนอกประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ การเลือกตั้งไทย, การเจรจา การค้าระหว่างสหรัฐกับจีน, การถอนตัวของสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ส่วนเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ยังเห็นการไหลกลับเข้าประเทศไทยค่อนข้างน้อย
          "หลังเลือกตั้งจะต้องวิเคราะห์ว่าหน้าตาของรัฐบาลใหม่ผสมกี่พรรค พรรคไหนคุมเสียงข้างมากและหากมีหลายพรรคที่ได้เสียงข้างมาก จะสามารถร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ รวมทั้งผู้ที่ จะมาเป็นนายกฯจะมาจากพรรคขนาดใด และจะส่งผลต่อความสามารถในการบริหารประเทศหรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่นักลงทุน ต้องจับตาดู เช่น ยุทธศาสตร์ชาติ หรือนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่รัฐบาลชุดใหม่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดตั้ง อาจมีความต้องการปรับเปลี่ยนซึ่งจะส่งผล กระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบาย" นายไพบูลย์กล่าว
          นายกิติชาญ ศิริสุข ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส- ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากการคาดการณ์กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในปีนี้เติบโตอยู่ที่ราว 6% ซึ่งสามารถฟื้นตัวได้และถือเป็นตัวเลขที่เติบโตใกล้เคียงกับภูมิภาคเอเชีย ส่วนเป้าหมาย SET ณ สิ้นปีนี้ อยู่ที่ 1,800-2,000 จุด คาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (forward P/E) ไว้ที่ 14.5 เท่า