ตลท.โชว์หุ้นไทยจ่ายปันผลแจ่ม

Published on 2018-12-17   By ประชาชาติธุรกิจ

ติดอันดับ3อาเซียน-10บจ.ผลตอบแทนสูง
          ตลท.ชี้ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเงินปันผลเพิ่มขึ้น 3.2% ติดอันดับ 3 ในอาเซียน ส่อง 10 อันดับหุ้นปันผลดี ผลตอบแทนสูงเหนือ 3.5% บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ส่งซิก 2 กลุ่มหุ้น "อสังหาฯ - หุ้นมือถือ"ให้ผลตอบแทนปันผล "แป้ก" ค่าย KTBS ชี้มาตรการคุมเข้มสินเชื่ออสังหาฯ กระทบกำไรปี'62-63
          นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันผลตอบแทนจากเงินปันผล (dividend yield) โดยรวมในตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในระดับ "ค่อนข้างดี" โดยผลตอบแทนย้อนหลัง 12 เดือน พบว่า เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.2% จากปี 2560 ที่อยู่ 2.88%
          "ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่าตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค โดยไทยอยู่อันดับ 3 ในกลุ่มประเทศอาเซียน รองลงมาจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย และอยู่อันดับ 5 ในกลุ่มตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชีย รองจากไต้หวัน 4.74% สิงคโปร์ 4.47% ฮ่องกง 3.89% และมาเลเซีย 3.5% ขณะที่ญี่ปุ่นอยู่ที่ 2.09% เท่ากับตลาดหุ้นเวียดนาม ซึ่งอยู่อันดับ 9 คู่กัน จะเห็นว่าตลาดหุ้นไทยยังสามารถให้ dividend yield สูงกว่าตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน" นายศรพลกล่าว
          สำหรับหุ้นไทยพื้นฐานดีปันผลสูง 10 อันดับแรก (ข้อมูลจากตลท.) โดยใช้เกณฑ์ผลดำเนินงานดีต่อเนื่อง 3 ปี (ปี 2559-3 ไตรมาสปี 2561), อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่สูงกว่า 3.5%, อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) สูงกว่า 10% และอัตรากำไรสุทธิ 10% ติดต่อกัน 3 ปี (ดูตาราง) นำโดย บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล(JAS) บมจ.พรีบิลท์ (PREB) บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) บมจ.เอ็ม.ซี. เอส.สตีล (MCS)  เป็นต้น
          นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการนักกลยุทธ์การลงทุนฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในภาวะปกติ หุ้นที่ให้ผลตอบแทนปันผล บริษัทจะแนะนำกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และหุ้นกลุ่มค่ายมือถือ แต่เนื่องจากปีนี้หุ้นทั้ง 2 กลุ่มนี้ ยังมีความเสี่ยงสูง
          โดยกลุ่มอสังหาฯ แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวลดลงมาแล้ว หลังจากที่มีมาตรการคุมเข้มการปล่อยสินเชื่ออสังหาฯ ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ 3 เม.ย. 2562 จึงยังต้องจับตาดูผลกระทบที่จะเกิดตามมา ทำให้มีความเสี่ยงต่อการลงทุนหุ้นในระยะสั้น ส่วนหุ้น 3 ค่ายมือถือ ที่ยังมีการแข่งขันสูง และความไม่แน่นอนในการลงทุนโครงข่าย 5G รวมถึงความกังวล ต่อต้นทุนในการลงทุนใหม่ ทำให้เป็นกลุ่ม ที่ไม่น่าสนใจ แม้หุ้นดังกล่าวจะให้ ผลตอบแทนปันผลค่อนข้างดีก็ตาม
          สำหรับหุ้นที่คาดให้ผลตอบแทนเงินปันผลสูงและน่าสนใจลงทุนหุ้น นำ โดยกลุ่มธนาคาร คือ ธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) มีผลตอบแทนเงินปันผลสูง 7% แนะนำระยะสั้น "ซื้อเก็งกำไร" ตามด้วยกลุ่มพลังงาน คือ บมจ.ปตท. (PTT) คาดอยู่ที่ 3.8% ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวลงยังเหมาะต่อการ "ซื้อ" โดยประเมินมูลค่ายุติธรรม 60 บาท, บมจ.ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ (TPIPP) อยู่ที่ 5.4%
          ส่วนกลุ่มอสังหาฯ แนะนำ บมจ.ศุภาลัย (SPALI) คาดให้ผลตอบแทนเงินปันผล 5% ซึ่ง SPALI จะทำบ้านแนวราบมากกว่าคอนโดมิเนียม จึงคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ของมาตรการใหม่ไม่มากนัก ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวลงมาแล้ว โดยราคาหุ้นที่ 20 บาท ยังถือเป็นระดับที่ น่าลงทุน, บมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (GOLD) คาดอัตราผลตอบแทนปันผล 4% ซึ่งทำบ้านแนวราบทั้งหมด และคาดว่าผลประกอบการในปีหน้าจะสามารถทำราคาสูงสุดใหม่ (new high) ได้
          นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. เคทีบี (ประเทศไทย) หรือ KTBS กล่าวว่า บริษัทแนะนำหุ้นที่จ่ายเงินปันผลปีละครั้งและให้อัตราผลตอบแทนค่อนข้างสูง ได้แก่ บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (TISCO) มีอัตราผลตอบแทนปันผล 6% และ บมจ.นามยง เทอร์มินัล (NYT) คาดอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยสูง 5-6%
          ด้านหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลมากกว่า 1 ครั้งต่อปี ส่วนใหญ่จะอยู่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 6-7% ซึ่งได้จ่ายปันผลระหว่างกาลแล้ว 0.08 บาท/หุ้น และคาดจ่ายปันผลอีกครั้ง 0.12 บาท/หุ้น, บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) คาดให้ผลตอบแทนสูง 7% ซึ่งระหว่างกาลได้จ่ายแล้ว 0.30 บาท และคาดจ่ายปันผลอีกครั้งที่ 0.40 บาท
          "อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มอสังหาฯ ยังมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากมาตรการคุมสินเชื่ออสังหาฯ ปีหน้า ซึ่งจะกระทบต่อกำไรของหุ้นในกลุ่มนี้ทั้งปีหน้าและชัดเจนในปี 2563" นายมงคลกล่าว