JASIFปันผลQ2 หน่วยละ0.23บ. ไตรมาส3พุ่งอีก

Published on 2018-08-15   By ข่าวหุ้น
บลจ.บัวหลวง เผย กองทุน JASIF ประกาศจ่ายเงินปันผลครั้งที่ 14 อัตราหน่วยละ 0.23 บาท รวมกว่า 1,265 ล้านบาท หลังไตรมาส 2 ฟาดกำไรสุทธิ 1,460 บาท เพิ่มขึ้น 55% ด้าน โบรกฯ คาดไตรมาส 3/2561 กำไรยังเพิ่มขึ้น แนะนำ “ซื้อ” เป้าหมายราคา 12.00 บาท
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (14 ส.ค. 2561) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด หรือ BBLAM ในฐานะบริษัทจัดการของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ต.ล.ท.) ว่า กองทุน JASIF ได้กำหนดการจ่ายเงินปันผลครั้งที่ 14 ของผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 เม.ย.-30 มิ.ย. 2561 ในอัตราหน่วยละ 0.23 บาท คิดเป็นเม็ดเงินรวมทั้งสิ้น 1,265 ล้านบาท โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในวันที่ 11 ก.ย. 2561
          "กองทุน JASIF ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างผลงานเดือน เม.ย.-มิ.ย. 2561 ในอัตราหน่วยละ 0.23 บาท โดยบริษัทจัดการได้กำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วยลงทุนเพื่อกำหนดสิทธิในการรับเงินปันผลในวันที่ 28 ส.ค. 2561 พร้อมกำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในวันที่ 11 ก.ย. 2561 นี้" บลจ.บัวหลวง ระบุ
          ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับผลการดำเนินงานของงวดไตรมาส 2/2561 กองทุน JASIF มีกำไรสุทธิ 1,460 บาท เพิ่มขึ้น 516 ล้านบาท หรือ 55% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ส่วนผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปีนี้ กองทุน JASIF มีกำไรสุทธิ 2,771 ล้านบาท ลดลง 1,585 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 36% โดยผลงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2560 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4,356 ล้านบาท
          สำหรับการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิในงวดไตรมาส 2/2561 สาเหตุหลักมาจากกองทุนมีกำไรสุทธิที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการลงทุนจากเงินลงทุน ซึ่งเกิดจากการประเมินมูลค่าราคาทรัพย์สิน โดยวิธีพิจารณาจากรายได้จากผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินอิสระจำนวน 100 ล้านบาท ในขณะที่งวดเดียวกันของปีก่อนกองทุนมีการขาดทุนสุทธิที่ยังไม่เกิดขึ้นจากเงินลงทุนจำนวน 418 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 518 ล้านบาท
          บล.บัวหลวง ระบุว่า ประมาณการกำไรหลักของ JASIF ไตรมาส 3/2561 อยู่ที่ 1.36 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% และทรงตัว จากไตรมาส 2 และคาดรายได้ค่าเช่าในไตรมาส 3/2561 ที่ 1.45 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% (ซึ่งอิงกับอัตราค่าเช่าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามดัชนีราคาผู้บริโภคที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น)
          นอกจากนี้ ได้ทำการปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2561 เพิ่มขึ้นอีก 1.8% (มาอยู่ที่ 5.52 พันล้านบาท) เพื่อคำนวณรวมกำไรพิเศษที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงดังกล่าวในไตรมาส 2/2561 แต่เรายังคงประมาณการกำไรหลักปี 2561 พร้อมแนะนำ “ซื้อ”  เป้าหมายราคา 12.00 บาท