ประชุมผู้ถือหุ้นJASร้อนฉ่า จี้ถามขายJASIFเมื่อไหร่ "พิชญ์"แจงต้องรอผู้ถือหุ้นอนุมัติ 11 พ.ค.นี้

Published on 2018-05-02   By ข่าวหุ้น
ประชุมสามัญ JAS ร้อนฉ่า! ผู้ถือหุ้นเค้นถามขายสินทรัพย์ส่วนเพิ่มมูลค่า 50,000-70,000 ล้านบาทเข้า JASIF เมื่อไหร่? ฟาก “พิชญ์” แจงต้องรอที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นวันที่ 11 พ.ค.นี้อนุมัติก่อน จากนั้นจะยื่นขออนุมัติจากก.ล.ต. คาดกำหนดขายปลายปีนี้ ส่วนปี 61 ทุ่มงบลงทุน 7,000-10,000 ล้านบาท ขยาย FTTx ครอบคลุม 80% ดันลูกค้าบรอดแบนด์พุ่ง 5 ล้านรายในปี 63
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 ของบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2561 ที่ผ่านมา มีนักลงทุนรายย่อยหลายรายได้สอบถามเกี่ยวกับการขายสินทรัพย์เส้นใยแก้วนำแสงส่วนเพิ่มให้แก่กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF การเช่าเส้นใยแก้วนำแสงส่วนเพิ่ม และประกันรายได้ค่าเช่าแก่ JASIF รวมถึงการจองซื้อหน่วยลงทุนที่ออกใหม่ของ JASIF อาทิ  JASIF2 จะออกได้เมื่อใด จะขายที่ราคาเท่าใด และ JAS จะได้กำไรจากการขายสินทรัพย์ส่วนเพิ่มเข้า JASIF2 เท่าใด เป็นต้น
          นายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JAS เปิดเผยว่า บริษัทจะนำเสนอที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2561 ในวันที่ 11 พ.ค. 2561 นี้ เพื่อพิจารณาอนุมัติการขายทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงส่วนเพิ่มไม่เกิน 980,000 คอร์กิโลเมตร ของบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTTBB ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ JAS ให้แก่กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF มูลค่าประมาณ 50,000-70,000 ล้านบาท การเช่าเส้นใยแก้วนำแสงส่วนเพิ่ม และประกันรายได้ค่าเช่า แก่ JASIF รวมถึงการจองซื้อหน่วยลงทุนที่ออกใหม่ของ JASIF
          สำหรับการขายสินทรัพย์ดังกล่าว แบ่งออกเป็น 2 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 ขายเส้นใยแก้วนำแสงส่วนเพิ่มให้แก่ JASIF จำนวนประมาณ 750,000-850,000 คอร์กิโลเมตร มูลค่าประมาณ 35,000-45,000 ล้านบาท ส่วนครั้งที่ 2 ขายเส้นใยแก้วนำแสงส่วนเพิ่มที่เหลือให้แก่ JASIF จำนวนประมาณ 130,000-230,000 คอร์กิโลเมตร มูลค่าประมาณ 15,000-25,000 ล้านบาท
          “สำหรับกระบวนการก็คือ ต้องรอให้ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นวันที่ 11 พ.ค.นี้อนุมัติก่อน จากนั้นทำการยื่น ก.ล.ต. เพื่ออนุมัติการทำธุรกรรมดังกล่าวต่อไป และจะดำเนินการตามกระบวนการอีกสักพักหนึ่ง หลังจากนั้นในช่วงปลายปี 2561 จะกำหนดการขาย ถึงจะรู้ว่าราคาเท่าไร แต่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมของ JASIF อยู่แล้ว” นายพิชญ์ กล่าว
          นายพิชญ์ กล่าว่า ในส่วนของ JAS จะได้เงินจากการขายสินทรัพย์ส่วนเพิ่มเข้า JASIF เท่าไร ไม่สามารถตอบได้ชัดเจน แต่หากดูจากการขายสินทรัพย์เข้า JASIF ครั้งแรก มูลค่าประมาณ 50,000 ล้านบาท JAS ได้รับเงินสดประมาณ 30,000 ล้านบาท และมีกำไรประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการขายสินทรัพย์ให้แก่ JASIF ไปใช้ในการขยายธุรกิจบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะการขยาย FTTx ในส่วนของ last mile ชำระคืนหนี้สินของบริษัท และจ่ายปันผลพิเศษให้ผู้ถือหุ้น
          สำหรับในปี 2561 บริษัทวางงบลงทุนไว้ที่ 7,000-10,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการขยายโครงข่าย FTTx ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายครอบคลุม 80% ของจำนวนครัวเรือนทั่วประเทศ ภายในสิ้นปี 2561 และตั้งเป้าหมายในปี 2563 มีจำนวนลูกค้าที่ใช้บริการของ TTTBB หรือลูกค้า 3BB อยู่ที่ 5 ล้านราย จากในไตรมาส 1/2561 บริษัทมีลูกค้า 3BB อยู่ที่ 2.8 ล้านราย เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2560 ที่มีลูกค้าที่ใช้บริการ 3BB ทั้งสิ้น 2.726 ล้านราย ในจำนวนนี้เป็นลูกค้าที่ใช้บริการ FTTx ประมาณ 317,661 ราย โดยคาดว่าแต่ละไตรมาสลูกค้า 3BB จะเพิ่มขึ้นมากกว่า 100,000 ราย ส่วนงบลงทุนในปีถัด ๆ ไป คาดว่าจะไม่เกิน 5,000 ล้านบาท เนื่องจากไม่ได้เป็นการขยายโครงข่าย แต่ส่วนใหญ่เป็นการขยาย last mile ไปยังบ้านลูกค้า
          ทั้งนี้ บริษัทพยายามมีส่วนแบ่งทางการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ของบรอดแบนด์ อินเทอร์เน็ต เป็นอันดับ 1 ให้ได้ จากสิ้นปี 2560 บริษัทมีมาเก็ตแชร์อยู่ที่ 33% ถือเป็นอันดับ 2 ในตลาดที่มีกว่า 8.2 ล้านราย ขณะที่บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE อยู่อันดับ 1 มีมาร์เก็ตแชร์ 38% และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT อยู่อันดับ 3 มีมาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ 17% และ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) อยู่อันดับ 4 มีมาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ 6%
          นอกจากนี้ ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัท จำนวน 131,687,249.50 บาท จากทุนจดทะเบียนเดิมจำนวน 4,645,998,283.50 บาท เป็นทุนจดทะเบียนใหม่จำนวน 4,777,685,533 บาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 263,374,499 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท เพื่อเป็นการรองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ครั้งที่ 3 (JAS-W3)
          โดยบริษัทสามารถเพิ่มทุนจดทะเบียนได้ โดยไม่ต้องลดทุนจดทะเบียนจำนวน 936,776,975.50 บาท แบ่งออกเป็น 1,873,553,951 หุ้น ซึ่งยังไม่ได้ออกจำหน่าย เนื่องจากเป็นหุ้นคงเหลือซึ่งจัดสรรไว้เพื่อรองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิฯ
          ขณะเดียวกันที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทจํานวน 263,374,499 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท เพื่อให้บริษัทมีหุ้นสามัญซึ่งจะได้จัดสรรไว้เพียงพอสำหรับรองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิฯ คงเหลือในจำนวน 1,940,897,775 หน่วย ได้ทั้งจำนวน ตามอัตราการใช้สิทธิในปัจจุบัน ซึ่งใบสำคัญแสดงสิทธิ 1 หน่วย มีสิทธิซื้อหุ้นสามัญของบริษัทได้ 1.101 หุ้น
          นายพิชญ์ กล่าวต่อว่า กรณีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อนุมัติหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz โดยตัดสิทธิ์ JAS ไม่ให้เข้าร่วมประมูลนั้น ตามกลยุทธ์ของบริษัทไม่ได้มีแนวคิดเข้าประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz อยู่แล้ว เนื่องจากบริษัทยังคงมุ่งเน้นในธุรกิจบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตเป็นหลักเหมือนเดิม โดยหากอนาคตมีเทคโนโลยี 5G เกิดขึ้น มั่นใจว่าระดับความเร็วสูงถึง 10 Gbps ของบริษัท สามารถรองรับบนบริการบรอดแบนด์ อินเทอร์เน็ตได้อย่างแน่นอน