JASจ่ายปันผล20สตางค์ ครึ่งปีหลังกำไรพุ่ง1,245ล้าน

Published on 2017-08-10   By ข่าวหุ้น
JAS ประกาศงบครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 1,245 ล้านบาท โต 12% แม้ไตรมาส 2/60 กำไรสุทธิลดเหลือ 552 ล้านบาท เหตุไม่มีบุ๊ครายการพิเศษ บอร์ดไฟเขียวปันผลระหว่างกาล  0.20 บาท ขึ้น XD 22 ส.ค.นี้ ฟาก JASIF จ่ายปันผล 0.21 บาท
          นายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS กล่าวว่า ผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรกของปี 2560 (มกราคม-มิถุนายน 2560) บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,245 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,108 ล้านบาท แม้ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/60 จะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 552 ล้านบาท ลดลง 46% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/59 ที่มีกำไรสุทธิ 1,023 ล้านบาท
          เนื่องจากบริษัทย่อยได้ส่งมอบเส้นใยแก้วนำแสง (OFC) ให้กับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF) ครบตามที่กำหนดแล้วในเดือนพฤศจิกายน 2559 ทำให้ในไตรมาส 2/60 นี้ไม่มีการรับรู้กำไรจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุน ขณะที่ในไตรมาส 2/59 บริษัทย่อยมีการรับรู้กำไรจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนสุทธิ จำนวน 420 ล้านบาท
          หากเป็นกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 2/60 มีจำนวน 576 ล้านบาท เมื่อรวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน จำนวน 86 ล้านบาท และหักรายการสำรองหนี้สงสัยจะสูญของ บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ 3BB จำนวน 59 ล้านบาท, หักรายการสำรองประมาณการหนี้สินตามแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัท จำนวน 3 ล้านบาท และการบันทึกภาษีเงินได้รอตัดบัญชี (Deferred Tax) ของบริษัทและบริษัทย่อย จำนวน 48 ล้านบาท
          ขณะเดียวกันในไตรมาส 2/60 มีรายได้รวมจากการดำเนินงาน จำนวน 4,460 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 493 ล้านบาท หรือปรับเพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/59 ที่มีรายได้รวมจากการดำเนินงานอยู่ที่ 3,966 ล้านบาท โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTT BB
          ทั้งนี้ ในไตรมาส 2/60 ลูกค้าที่ใช้บริการของบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ 3BB มีจำนวนเพิ่มขึ้นสุทธิ (Net Additional Subscriber) 87,568 ราย บริษัทมี Agent ทุกหมู่บ้านทั้ง 80,000 หมู่บ้าน ซึ่งได้ดำเนินการแล้ว จะทำให้มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้น และเปลี่ยนลูกค้าจาก ADSL เป็น VASL ทำให้คุณภาพของการรับสัญญาณดีมากยิ่งขึ้น ทำให้การยกเลิกของลูกค้าลดลง
          อีกทั้งในไตรมาส 2/60 ลูกค้า FTTx มีจำนวนเพิ่มขึ้นสุทธิ 44,193 ราย และ FTTx กำลังเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากบริษัทจะมีเส้นใยแก้วนำแสง (OFC) เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1,500,000 คอร์กิโลเมตร ดังนั้น ยอดขายของ FTTx จะเพิ่มขึ้นประมาณ 550 รายต่อวัน ทำให้ในแต่ละไตรมาสจะมีจำนวนลูกค้า FTTx ประมาณ 49,500 ราย
          สำหรับกองทุน JASIF มีรายได้รวมในไตรมาส 2/60 เท่ากับ 1,451 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/59 โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2560 เท่ากับ 58,384 ล้านบาท คิดเป็น 10.6151 บาทต่อหน่วย และคิดเป็นอัตราผลตอบแทนของเงินปันผล (Dividend Yield) ที่ 11.10%
          นายพิชญ์ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 5/2560 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2560 มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล จากกำไรสะสม ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2560 ให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญทั้งหมดจำนวน 6,494.86 ล้านหุ้น ในอัตราหุ้นละ 0.20 บาท รวมเป็นเงินปันผลทั้งสิ้นจำนวน 1,298.97 ล้านบาท
          ทั้งนี้ มีกำหนดขึ้นเครื่องหมายผู้ซื้อไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล (XD) ในวันที่ 22 สิงหาคม2560 จะกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลระหว่างกาล (Record Date) ในวันที่ 24 สิงหาคม 2560 และให้รวบรวมรายชื่อตามมาตรา 225 ของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยวิธีปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้น ในวันที่ 25 สิงหาคม 2560 และมีกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่ 8 กันยายน 2560
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ด้านความเคลื่อนไหวราคาหุ้น JAS เมื่อวานนี้ (9 สิงหาคม 2560) ระหว่างวันราคาหุ้นปรับขึ้นไปสูงสุดที่ 8.10 บาท ก่อนปิดตลาดที่ 7.95 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท หรือปรับเพิ่มขึ้น 1.27% และมีมูลค่าการซื้อขายที่ 306.45 ล้านบาท
          *JASIF จ่ายปันผล 0.21 บาท
          บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด ในฐานะบริษัทจัดการของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF) แจ้งกำหนดการจ่ายเงินปันผลครั้งที่ 10 และวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วยลงทุนเพื่อกำหนดสิทธิในเงินปันผล ให้จ่ายเงินปันผลครั้งที่ 10 จากผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2560 และกำไรสะสม ในอัตราหน่วยลงทุนละ 0.21 บาท (คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,155.00 ล้านบาท) โดยบริษัทจัดการกำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วยลงทุน เพื่อกำหนดสิทธิในการรับเงินปันผลในวันที่ 23 สิงหาคม 2560 ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 18 สิงหาคม กำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในวันที่ 6 กันยายน 2560
          ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า JASIF รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/60 ที่ 944 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรสุทธิต่อหน่วยที่ 0.17 บาท ลดลง 26% จากงวดเดียวของปีก่อน และลดลง 72% จากไตรมาสก่อน หากไม่รวมรายการพิเศษ ได้แก่ ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการตีมูลค่าสินทรัพย์ใหม่จำนวน 418 ล้านบาท กำไรหลัก (เงินที่เหลือสำหรับการจ่ายเงินปันผล) อยู่ที่ 1.36 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และทรงตัวไตรมาสก่อน ซึ่งกำไรสุทธิต่ำกว่าคาด 31% เนื่องจากรายการขาดทุนจากการตีมูลค่าสินทรัพย์ใหม่ดังที่ได้กล่าวข้างต้น ในส่วนของกำไรหลักถือว่าเป็นไปตามคาด
          ทั้งนี้จะทำการคำนวณการโอนสายใยแก้วนำแสงเพิ่มเติมเข้ากองทุนฯ ไปในประมาณการของเราและการประเมินมูลค่าราคาเป้าหมายของกองทุนฯ ทันทีที่รายละเอียดซึ่งได้แก่ จำนวนสายใยแก้วนำแสงที่จะโอนเข้ากองทุนฯ ขนาดของการระดมทุนเพิ่มเติม (รวมถึงสัดส่วนของการเพิ่มทุนใหม่ผ่านการเสนอขายผู้ถือหน่วยเดิมและการใช้เงินกู้เพิ่มเติม) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงไตรมาส 4/60 หรือภายในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561
          โดยสายใยแก้วนำแสงใหม่ที่จะโอนเข้ากองทุนฯ ในอนาคตจะสร้างมูลค่าเพิ่มสุทธิให้กับผู้ถือหน่วยกองทุนฯ ในรูปของเงินปันผลที่เพิ่มขึ้นแก่ผู้ถือหน่วย เนื่องจากกำไรที่จะเพิ่มขึ้นจากสินทรัพย์ใหม่ที่โอนเข้ากองทุนฯ มีแนวโน้มที่จะกลบผลกระทบของจำนวนหุ้นใหม่ที่จะเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มทุน หรือการออกเงินกู้ใหม่ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา TTTBB ได้ตกลงที่จะขยายอายุของสัญญาเช่าที่สองออกไปอีก 3 ปีกับกองทุนฯ (ซึ่งสัญญาจะครบกำหนดในวันที่ 11 ก.พ. 2561) ภายใต้เงื่อนไขและข้อตกลงเช่นเดียวกับสัญญาสามปีแรก เราประเมินว่าเป็นผลบวกต่อ JASIF เนื่องจากไม่มีความเสี่ยงของการเจรจาอัตราค่าเช่าใหม่
          ขณะที่ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2560 ลงอีก 6% (เหลือ 7.13 พันล้านบาท) โดยคำนวณผลขาดทุนทางบัญชีจำนวน 418 ล้านบาทข้างต้นจากการตีมูลค่าสินทรัพย์ใหม่ แต่ยังคงประมาณการกำไรหลักปี 2560 ไว้เท่าเดิมที่ 5.43 พันล้านบาท ดังนั้นเงินปันผลสำหรับปี 2560 ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
          โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ”  ราคา 13 บาท เนื่องจากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลซึ่งไม่ต้องเสียภาษีที่สูงถึง 8.4% สำหรับปี 2560 ซึ่งถือว่าสูงสุดเทียบกับหุ้นอื่นๆ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ และน่าสนใจมากถ้าเทียบกับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยของทั้งตลาดซึ่งอยู่ที่ 3.1% ในปี 2560 และอัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่เพียงแค่ 2.3%