JASผู้ถือหุ้นไฟเขียววันนี้ ขายสินทรัพย์5-7หมื่นล้าน จับตาบอร์ดใจป้ำจ่ายปันผลพิเศษ 2-4 บาท

Published on 2017-04-27   By ข่าวหุ้น

จับตา JAS ประชุมผู้ถือหุ้นวันนี้.! ไฟเขียวขายสินทรัพย์เส้นใยแก้วนำแสง มูลค่า 50,000-70,000 ล้านบาท เข้ากองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (JASIF) บันทึกกำไรพิเศษ 12,000-25,000 ล้านบาท จับตาบอร์ดพิจารณาจ่ายปันผลพิเศษ 2-4 บาท
          แหล่งข่าวจากวงการเงิน เปิดเผยว่า วันนี้ (27 เม.ย.) บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS จะมีกำหนดจะเปิดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นปี 2560 วาระสำคัญที่ต้องจับตา คือ การขอพิจารณาอนุมัติจำหน่ายทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงส่วนเพิ่มให้แก่กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF โดยบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTTBB ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ JAS จะดำเนินการเสนอขายเส้นใยแก้วนำแสงส่วนเพิ่มจำนวนประมาณไม่เกิน 980,000 คอร์กิโลเมตร ให้แก่ JASIF มูลค่าประมาณ 50,000-70,000 ล้านบาท
          ดังนั้นหากที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติให้ทำรายการ JAS จะมีโอกาสบันทึกกำไรพิเศษจากการขายทรัพย์สินดังกล่าวประมาณ 12,000-25,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มที่บริษัทจะนำกำไรที่ได้จากการสินทรัพย์ดังกล่าวมาจ่ายปันผลพิเศษให้กับผู้ถือหุ้นอัตราประมาณ 2-4 บาท
          ก่อนหน้านี้ช่วงปี 2558 ที่ผ่านมา JAS ได้มีการขายสินทรัพย์เข้ากองทุน JASIF มูลค่าประมาณ 55,000-57,750 ล้านบาท ซึ่ง JAS บันทึกกำไรพิเศษได้ประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยเงินที่ระดมทุนในครั้งนั้น ส่งผลให้มีการจ่ายปันผลพิเศษเพียง 1.50 บาทต่อหุ้น เพราะต้องเตรียมเงินไว้ไปใช้สำหรับลงทุนขยายโครงข่ายใยแก้วนำแสง และการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz
          “วันนี้ต้องจับตากรณี JAS จะเปิดประชุมผู้ถือหุ้น วาระสำคัญคือขอผู้ถือหุ้นอนุมัติการทำรายการขายสินทรัพย์ให้แก่ JASIF ทำให้บริษัทมีโอกาสบันทึกกำไรพิเศษประมาณ 1-2 หมื่นล้านบาท และจะมีการจ่ายปันผลพิเศษออกมาให้ผู้ถือหุ้นในภายหลังเหมือนในอดีต”แหล่งข่าว กล่าว
          โดยที่ผ่านมา บริษัท เจวีเอส ที่ปรึกษาทางการเงิน จำกัด ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระให้ความเห็นว่าในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นวันที่ 27 เม.ย. 60 ผู้ถือหุ้น JAS ควรมีมติอนุมัติรายการจำหน่ายไปและการได้มาซึ่งสินทรัพย์ของ TTTBB ให้แก่กองทุนรวม JASIF มีความสมเหตุผล และจะเกิดประโยชน์ต่อ JAS และผู้ถือหุ้นของ JAS โดยรวม
          โดยที่ปรึกษาทางการเงินอิสระใช้ตัวเลขจำนวนเงิน 50,000 ล้านบาท และจำนวน 70,000 ล้านบาท เพื่อศึกษาผลกระทบจากราคาต่ำสุดและสูงสุด หลังเข้าทำรายการจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ เป็นการขายทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสง 980,000 คอร์กิโลเมตรของ TTTBB ให้แก่กองทุนรวม JASIF ซึ่ง JAS และบริษัทย่อยจะได้รับเงินจากการระดมทุนในการจำหน่ายสินทรัพย์ให้แก่กองทุนรวม JASIF ประมาณ 50,000-70,000 ล้านบาท
          ทั้งนี้ หลังจากหักค่าใช้จ่ายในการออกกองทุนรวม JASIF เพิ่มเติมคาดว่าจะไม่เกินประมาณ 1,500 ล้านบาท เงินลงทุนในสินทรัพย์ที่จะต้องส่งมอบในอนาคต 783 ล้านบาท สำรองค่าขออนุญาตพาดสายเส้นใยแก้วนำแสง 950 ล้านบาท สำรองเงินมัดจำค่าเช่าล่วงหน้า 818 ล้านบาท และค่าภาษีประมาณ 8,887 ล้านบาท ในกรณีต่ำสุด และจำนวน 12,887 ล้านบาท สำหรับกรณีสูงสุด ทำให้มีสถานะทางการเงินดีขึ้น โดยจะมีกระแสเงินสด ณ วันที่ทำรายการก่อนเงินลงทุนในหน่วยลงทุนรวม JASIF ประมาณ 37,062 ล้านบาทสำหรับกรณีต่ำสุด และจำนวน 53,062 ล้านบาทสำหรับกรณีสูงสุด
          นอกจากนี้หลังเข้าทำรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ที่เป็นหน่วยลงทุนในกองทุนรวม JASIF โดยสมมติฐานประมาณ 33.33% หรือสัดส่วน 1 ใน 3 ของมูลค่าเต็มของจำนวน 50,000 ล้านบาทสำหรับกรณีต่ำสุด และจำนวน 70,000 ล้านบาทสำหรับกรณีสูงสุด จะเป็นเงินลงทุนประมาณ 16,667 ล้านบาทสำหรับกรณีต่ำสุด และจำนวน 23,333 ล้านบาทสำหรับกรณีสูงสุด จะทำให้มีกระแสเงินสด ณ วันที่ทำรายการหลังเงินลงทุนในหน่วยลงทุนรวม JASIF ประมาณ 20,395 ล้านบาทสำหรับกรณีต่ำสุด และจำนวน 29,729 ล้านบาทสำหรับกรณีสูงสุด ซึ่ง JAS และบริษัทย่อยสามารถนำเงินดังกล่าวไปลงทุนในธุรกิจ ชำระหนี้ หรือจ่ายเงินปันผลบางส่วนตามวัตถุประสงค์
          ดังนั้นหลังเข้าทำรายการจำหน่ายไปและได้มาซึ่งสินทรัพย์ JAS และบริษัทย่อย จะบันทึกกำไรจากการเข้าทำรายการ โดยคาด TTTBB จะบันทึกกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ประมาณ 18,444 ล้านบาทสำหรับกรณีต่ำสุด และ 38,444 ล้านบาทสำหรับกรณีสูงสุด ขณะที่ JAS จะบันทึกกำไรจากการขายทรัพย์สินเป็นจำนวน 12,296 ล้านบาทสำหรับกรณีต่ำสุด และ 25,629 ล้านบาทสำหรับกรณีสูงสุด