JASลุ้นปันผลพิเศษ2-4บาท กำไรขายทรัพย์เข้ากองทุน IFAแนะผู้ถือหุ้นโหวตอนุมัติ27เม.ย.นี้

Published on 2017-04-11   By ข่าวหุ้น

JAS ลุ้นฟันกำไร 12,296-25,629 ล้านบาท จากการขายสินทรัพย์เส้นใยแก้วนำแสงเข้ากองทุน JASIF ประมาณ 50,000-70,000 ล้านบาท วงการเงินคาด JAS เล็งจ่ายปันผลพิเศษหุ้นละ 2-4 บาท ฟาก IFA แนะที่ประชุมผู้ถือหุ้น JAS วันที่ 27 เม.ย.นี้ โหวตอนุมัติ
          แหล่งข่าวจากวงการเงิน กล่าวว่า จากกรณีที่บริษัท เจวีเอส ที่ปรึกษาทางการเงิน จำกัด ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) ประเมินว่าบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTTBB ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด (มหาชน) หรือ JAS ถือหุ้นทางอ้อมอยู่ 99.20% จะขายทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงให้แก่กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบรนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF) คาดจะได้รับเงินจากการจำหน่ายสินทรัพย์ให้แก่กองทุนรวมฯ ประมาณ 50,000-70,000 ล้านบาท และประเมินว่า JAS จะบันทึกกำไรจากการขายทรัพย์สินดังกล่าวประมาณ 12,296-25,629 ล้านบาท
          ทั้งนี้ จากการประเมินกำไรที่ JAS จะได้รับดังกล่าว สามารถคิดเป็นกำไรต่อหุ้นประมาณ 1.96-4.09 บาท ซึ่งคำนวณจากจำนวนหุ้นปัจจุบันที่มีอยู่ทั้งสิ้น 6,260 ล้านหุ้น จึงมีความเป็นไปได้ที่ JAS จะนำกำไรดังกล่าวมาจ่ายปันผลพิเศษให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราประมาณ 2-4 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนของเงินปันผล (Dividend Yield) ประมาณ 20-40% จากราคาหุ้นในกระดานที่ปิดล่าสุดวานนี้ (10 เม.ย.60) ประมาณ 8.80 บาทต่อหุ้น เนื่องจากในขณะนี้ JAS ไม่มีแผนที่จะประมูลคลื่นใหม่ และมีแผนลงทุนโครงข่ายบรอดแบนด์จำนวนมาก จึงมีโอกาสสูงที่จะนำกำไรจากการขายทรัพย์สินดังกล่าวมาจ่ายปันผลพิเศษให้กับผู้ถือหุ้น
          ขณะที่ในช่วงปี 2558 ที่ผ่านมา JAS ได้มีการขายสินทรัพย์เข้ากองทุน JASIF เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2558 มูลค่าประมาณ 55,000-57,750 ล้านบาท ซึ่ง JAS บันทึกกำไรพิเศษได้ประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยเงินที่ระดมทุนในครั้งนั้น ส่งผลให้มีการจ่ายปันผลพิเศษเพียง 1.50 บาทต่อหุ้น เพราะต้องเตรียมเงินไว้ไปใช้สำหรับลงทุนขยายโครงข่ายใยแก้วนำแสง และการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz
          ด้านบริษัท เจวีเอส ที่ปรึกษาทางการเงิน จำกัด ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระให้ความเห็นว่าในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 27 เม.ย.60 นี้ ผู้ถือหุ้นของ JAS ควรมีมติอนุมัติรายการจำหน่ายไปและการได้มาซึ่งสินทรัพย์ของ TTTBB ให้แก่กองทุนรวม JASIF ในครั้งนี้สมเหตุสมผล และจะเกิดประโยชน์แก่ JAS และผู้ถือหุ้นของ JAS โดยรวม
          โดยที่ปรึกษาทางการเงินอิสระใช้ตัวเลข 50,000 ล้านบาท และ 70,000 ล้านบาท เพื่อศึกษาผลกระทบจากราคาต่ำสุดและสูงสุด ทั้งนี้ หลังเข้าทำรายการจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ เป็นการขายทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงจำนวน 980,000 คอร์กิโลเมตรของ TTTBB ให้แก่กองทุนรวม JASIF ซึ่ง JAS และบริษัทย่อย จะได้รับเงินจากการระดมทุนในการจำหน่ายสินทรัพย์ให้แก่กองทุนรวม JASIF ประมาณ 50,000-70,000 ล้านบาท
          ทั้งนี้ หลังหักค่าใช้จ่ายในการออกกองทุนรวม JASIF เพิ่มเติมคาดว่าจะไม่เกินประมาณ 1,500 ล้านบาท เงินลงทุนในสินทรัพย์ที่จะต้องส่งมอบในอนาคต 783 ล้านบาท สำรองค่าขออนุญาตพาดสายเส้นใยแก้วนำแสงจำนวน 950 ล้านบาท สำรองเงินมัดจำค่าเช่าล่วงหน้า 818 ล้านบาท และค่าภาษีประมาณ 8,887 ล้านบาทสำหรับกรณีต่ำ และ 12,887 ล้านบาทสำหรับกรณีสูง ก็จะทำให้มีสถานะทางการเงินดีขึ้น โดยคาดจะมีกระแสเงินสด ณ วันที่ทำรายการก่อนเงินลงทุนในหน่วยลงทุนรวม JASIF ประมาณ 37,062 ล้านบาทสำหรับกรณีต่ำ และ 53,062 ล้านบาทสำหรับกรณีสูง
          อีกทั้งหลังเข้าทำรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ที่เป็นหน่วยลงทุนในกองทุนรวม JASIF โดยสมมติฐานประมาณ 33.33% หรือสัดส่วน 1 ใน 3 ของมูลค่าเต็มของจำนวน 50,000 ล้านบาทสำหรับกรณีต่ำ และ 70,000 ล้านบาทสำหรับกรณีสูง หรือเป็นเงินลงทุนประมาณ 16,667 ล้านบาทสำหรับกรณีต่ำ และ 23,333 ล้านบาทสำหรับกรณีสูง ก็จะมีกระแสเงินสด ณ วันที่ทำรายการหลังเงินลงทุนในหน่วยลงทุนรวม JASIF ประมาณ 20,395 ล้านบาทสำหรับกรณีต่ำ และ 29,729 ล้านบาทสำหรับกรณีสูง ซึ่ง JAS และบริษัทย่อยสามารถนำเงินดังกล่าวไปลงทุนในธุรกิจ ชำระหนี้ หรือจ่ายเงินปันผลบางส่วนตามวัตถุประสงค์
          ขณะเดียวกันหลังเข้าทำรายการจำหน่ายไปและได้มาซึ่งสินทรัพย์ JAS และบริษัทย่อย จะบันทึกกำไรจากการเข้าทำรายการ โดยคาดว่า TTTBB จะบันทึกกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ประมาณ 18,444 ล้านบาทสำหรับกรณีต่ำ และ 38,444 ล้านบาทสำหรับกรณีสูง และ JAS จะบันทึกกำไรจากการขายทรัพย์สินเป็นจำนวน 12,296 ล้านบาทสำหรับกรณีต่ำ และ 25,629 ล้านบาทสำหรับกรณีสูง