"พิชญ์"ปักธงบรอดแบนด์ 3ปีลูกค้า5ล้าน-ครอง40%

Published on 2016-09-28   By กรุงเทพธุรกิจ
นายพิชญ์ โพธารามิก ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แผนการดำเนินธุรกิจของจัสมินยังเดินหน้าพัฒนาธุรกิจบรอดแบนด์ต่อไป ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นธุรกิจที่ผลักดันสร้างมูลค่าเพิ่มให้บริษัทได้ในอนาคต โดยเป้าหมายของบริษัท คาดว่า ภายใน 3 ปี จะมียอดลูกค้า 5 ล้านรายจากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านรายบนสมมติฐานที่แจส ยังรักษาระดับส่วนแบ่งตลาดประมาณ 33-40%
          ส่วนการเข้าสู่ธุรกิจ 4จีนั้นจากนี้ไปคงไม่จำเป็น เนื่องจากการแข่งขันสูง และแจสยังมีช่องทางการเติบโตในธุรกิจบรอดแบนด์ได้ดีกว่า รวมทั้งบริษัทได้วางโครงข่ายไว้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบกว่าคู่แข่งอยู่แล้ว ยกเว้นหากมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้น บริษัทอาจกลับมาทบทวนควรเข้าไปทำธุรกิจใหม่ที่มีความก้าวหน้าขึ้น หรือมองไปถึงธุรกิจ 5จี ในอนาคต
          "ตอนนี้เรายังปักธงในธุรกิจบรอดแบนด์ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักยังมีแนวโน้มช่องทางการเติบโตที่น่าสนใจ ส่วนธุรกิจใหม่ คงต้องพิจารณาที่เทคโนโลยีในอนาคต"
          กรณีการทำคำเสนอซื้อหุ้นแจส (เทนเดอร์ ออฟเฟอร์) จากผู้ถือหุ้นทั้งหมด มีวัตถุประสงค์ต้องการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ปัจจุบันมีสัดส่วนการถือหุ้นประมาณ 67% ซึ่งเป็นการซื้อก่อนทำเทนเดอร์ ออฟเฟอร์ และทุกอย่างทำถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมด
          ทั้งนี้เป้าหมายหลักต้องการถือหุ้นในสัดส่วนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะการถือหุ้นจำนวนมาก จะได้รับผลตอบแทนที่มากเช่นกัน โดยเฉพาะผลตอบแทนจากเงินปันผลที่จะได้รับในแต่ละปี และยืนยันว่า ไม่มีแผนนำหุ้นที่ถืออยู่ไปขายให้ใคร หรือควบรวมกับใครเพราะโดยส่วนตัวต้องการถือหุ้นให้มากที่สุด
          นอกจากนี้ มีแผนโอนสินทรัพย์เพิ่มเติมเข้าไปในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF) ภายในต้นปีหน้า เมื่อโอนสินทรัพย์เพิ่มขึ้นจะทำให้กองทุน อินฟราฯ สามารถสร้างผลตอบแทนคืนให้ผู้ถือหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้น
          ดังนั้นจะเห็นว่ามูลค่าเพิ่มที่ผู้ถือหุ้นแจสในฐานะหนึ่งในผู้ถือหุ้นกองทุนอินฟราฯ ย่อมได้รับผลตอบแทนเพิ่ม
          ส่วนกรณีที่ราคาหุ้นในตลาด หลักทรัพย์ปรับตัวขึ้นสูงกว่า ราคาเทนเดอร์ 7.25 บาทนั้น ยอมรับว่า อาจทำให้ไม่มีผู้ถือหุ้นนำหุ้นมาขายคืนในส่วนของเทนเดอร์ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติเมื่อนักลงทุนคาดหวังผลตอบแทนที่สูงกว่าอยู่แล้ว และในฐานะผู้บริหาร เชื่อมั่นว่า จะสร้างมูลค่าเพิ่มหุ้นแจสให้สูงขึ้นได้ในอนาคต
          ธุรกิจหลักยังมีแนวโน้มเติบโตที่น่าสนใจ