"พิชญ์"ยึด"3ไม่"สยบข่าวลือ ตั้งโต๊ะเทนเดอร์JASวันนี้

Published on 2016-09-28   By ข่าวหุ้น
 “พิชญ์” ย้ำยึด 3 ไม่ “ไม่ขายหุ้นออก-ไม่ควบรวมกิจการกับบริษัทอื่น-ไม่ถอนหุ้นออกจากตลาดฯ” สยบข่าวลือ! ก่อนตั้งโต๊ะเทนเดอร์ JAS และ JAS-W3 ในวันนี้ ลั่นธุรกิจบรอดแบนด์รุ่งโตไม่หยุด คาดสิ้นปี 59 ลูกค้าพุ่ง 2.3 ล้านครัวเรือน
          นายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS กล่าวยืนยันกับทางหนังสือพิมพ์ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า หลังทำคำเสนอซื้อ (เทนเดอร์) หุ้นของ JAS และใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 3 หรือ JAS-W3 แล้ว ตนเองยืนยันจะไม่มีการนำหุ้นออกมาออกมาขาย ไม่มีแผนจะควบรวมกิจการกับบริษัทอื่น และไม่มีแผนที่จะถอนหุ้นออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ
          ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน มีความชัดเจน และไม่เข้าใจผิดอีก เพราะบางฝ่ายยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน หลังยังมีกระแสข่าวลือออกมาว่า หลังทำเทนเดอร์ซื้อหุ้นสามัญของ JAS และ JAS-W3 แล้ว ตนเองจะดำเนินการขายหุ้นออกมาในภายหลัง หรือนำหุ้นควบรวมกับบริษัทอื่น ซึ่งตนเองขอกล่าวยืนยันอีกครั้งว่าข่าวลือดังกล่าวล้วนไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
          โดยปัจจุบันยังคงยืนยันและแสดงเจตนาในการเข้าถือครองหุ้น JAS เพิ่มเติม ด้วยการทำเทนเดอร์หุ้น JAS ในราคา 7.25 บาท และ JAS-W3 ในราคา 3.68 บาทต่อหน่วย เหมือนที่เคยประกาศไว้ ซึ่งในวันนี้ (28 ก.ย.59) จะดำเนินการยื่นคำเสนอซื้อหุ้น JAS อย่างเป็นทางการ
          จากนั้นในวันพรุ่งนี้ (29 ก.ย.) จะเดินหน้ายื่นคำเสนอซื้อหุ้นบริษัท จัสมิน เทเลคอม ซิสเต็มส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JTS อย่างเป็นทางการต่อเนื่องทันที  ซึ่งเป็นผลมาจากการเข้าถือครองหุ้นJAS เกินกว่า 50% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด จึงนับเป็นการได้มาซึ่งอำนาจควบคุมของ JTS โดยทางอ้อม (Chain Principle)
          “ที่ผ่านมายังคงมีการเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่ และผมไม่อยากให้นักลงทุนสับสน ผมจึงขอยืนยันอีกครั้งว่า หลังจากเทนเดอร์หุ้นแล้ว ผมไม่มีแผนจะขายหุ้น JAS ออกไป ไม่มีแผนจะควบรวมกิจการกับใคร และไม่มีแผนจะออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ แน่นอน ซึ่งกระบวนการเทนเดอร์จะเดินหน้าไปตามที่ประกาศไว้ โดยจะคำเสนอซื้อเป็นทางการหุ้น JAS ในวันที่ 28 ก.ย.นี้ และยื่นคำเสนอซื้อของ JTS ในวันที่ 29 ก.ย.59 ต่อเนื่องทันที” นายพิชญ์ กล่าว
          นายพิชญ์ กล่าวอีกว่า แม้ล่าสุดตนเองจะรายงานการเข้าถือครองหุ้น JAS ไปแล้วรวม 66.89% และถือครอง JAS-W3 ไปแล้วรวมจำนวน 30.94% แต่การทำเทนเดอร์จะยังคงเดินหน้าไปตามกระบวนการปกติ เช่นเดียวกับหุ้น JTS ที่ต้องทำเทนเดอร์เช่นกัน หลังจากเข้าซื้อ JAS เพิ่มเติม จนมีลักษณะ Chain Principle ต่อทาง JTS
          โดยหากขั้นตอนทำเทนเดอร์เป็นตามที่คาดการณ์กันไว้ คาดกระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในช่วงประมาณปลายเดือน พ.ย.59 ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดเป้าหมายในใจไว้ว่า จะต้องได้ถือครองหุ้น JAS เป็นจำนวนสัดส่วนมากเพียงใด เพราะขึ้นอยู่กับทางผู้ถือหุ้นจะตัดสินใจขายหุ้นออกมาในช่วงเทนเดอร์ด้วยหรือไม่
          “ในขณะนี้ผมยังไม่ได้กำหนดเป้าหมายจะต้องเข้าถือหุ้น JAS ด้วยจำนวน หรือสัดส่วนเท่าไหร่ เพียงแต่มีความต้องการว่า จะพยายามเข้าเก็บหุ้น JAS ให้ได้มากที่สุด ดังนั้น ในช่วงทำเทนเดอร์หุ้นก็คงขึ้นอยู่กับทางนักลงทุนด้วยเช่นกันว่า นักลงทุนจะขายหุ้นที่ถืออยู่ออกมาหรือไม่ เนื่องจากขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้งราคาหุ้นในกระดาน และภาวะตลาด แต่หากราคาหุ้น JAS ลดลงมานักลงทุนก็อาจตัดสินใจรับข้อเสนอเทนเดอร์ก็ได้” นายพิชญ์ กล่าว
          *บรอดแบนด์ 3BB รุ่งโตไม่หยุด
          นายพิชญ์ เปิดเผยถึงแนวโน้มธุรกิจบรอดแบนด์ของ 3BB ว่า จากนี้ไปมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง และยังเป็นธุรกิจที่เปิดกว้างให้บริษัทเข้าทำตลาดได้อีกมากในอนาคต ซึ่งปัจจุบัน 3BB มีฐานลูกค้าอยู่ประมาณ 2.2 ล้านครัวเรือน โดยล่าสุดมีศักยภาพเพิ่มฐานลูกค้าได้เฉลี่ยตกประมาณไตรมาสละ 1 แสนครัวเรือน โดยในเบื้องต้นภายในช่วงสิ้นปี 2559 จะมีฐานลูกค้าขยับเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2.3-2.4 ล้านครัวเรือน และจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 3 ล้านครัวเรือนได้ในช่วงปี 2560
          ดังนั้น จึงสะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนว่า ธุรกิจบรอดแบนด์ของบริษัทยังมีโอกาสเติบโตได้แข็งแกร่งอีกมาก ซึ่งในขณะนี้ฐานลูกค้าที่ไหลเข้ามาใช้บริการ 3BB เป็นจำนวนมากขึ้น มีทั้งมาจากกลุ่มลูกค้ารายใหม่ที่เลือกเปิดใช้บริการโดยตรง หรือกลุ่มลูกค้าจากค่ายอื่นที่เลือกเปลี่ยนมาใช้บริการ 3BB
          “ธุรกิจบรอดแบนด์ยังมีช่องว่างให้ทำตลาดได้อีกมาก และมองว่าตลาดตอนนี้ยังไม่ได้แข่งขันกันแบบรุนแรงอะไรเกินไป ซึ่งเราเองมีศักยภาพเพียงพอที่จะขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยการแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นในตลาด ทางเราเองมีทั้งกลยุทธ์ที่วางไว้และความโดดเด่นด้านศักยภาพบริการของ 3BB ที่จะจูงใจให้ลูกค้าใช้บริการกับเราเพิ่มยิ่งขึ้น” นายพิชญ์ กล่าว
          *แจงเทนเดอร์ JTS ต่ำกระดาน
          ส่วนกรณีการประกาศทำเทนเดอร์หุ้น JTS ในราคาต่ำกว่ากระดานซื้อขายที่ราคาหุ้นละ 1.50 บาท ซึ่งแตกต่างจากกรณีประกาศเทนเดอร์หุ้น JAS และ JAS-W3 ในราคาที่สูงกว่ากระดาน เป็นเพราะด้วยรูปแบบทางธุรกิจของบริษัทที่จะทำเทนเดอร์และมุมมองการลงทุนที่ไม่เหมือนกันเมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างทั้ง 2 บริษัท
          โดยกรณีเทนเดอร์หุ้น JAS และ JAS-W3 ในราคาสูงกว่ากระดาน เพราะมองถึงโอกาสขยายธุรกิจของ JAS และมีความเชื่อมั่นในธุรกิจบรอดแบนด์ที่มีศักยภาพเติบโตมั่นคง ส่วนกรณี JTS ได้มีมุมมองลงทุนที่อาจแตกต่างออกไป ประกอบกับต้องเทนเดอร์เพราะเข้าเงื่อนไข Chain Principle ดังนั้น เมื่อประเมินราคาเหมาะสมที่ควรทำเทนเดอร์หุ้น JTS จึงได้กำหนดไว้ที่ระดับ 1.50 บาทต่อหุ้น โดยมีทางธนาคารไทยพาณิชย์เป็นผู้ให้การสนับสนุนวงเงินสินเชื่อวงเงินประมาณหลักพันล้านบาท
          *JAS สร้างผลตอบแทนต่อเนื่อง
          ขณะที่กรณีภาพลักษณ์หุ้น JAS จากมุมมองนักลงทุนที่บางฝ่ายมองเป็นหุ้นที่สามารถสร้างผลตอบแทนต่อเนื่อง และบางฝ่ายมองเป็นหุ้นที่มีใช้กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อพยายามเพิ่มมูลค่าหุ้นนั้น นายพิชญ์ กล่าวว่า หากย้อนไปในช่วงประมาณ 7 ปีที่ผ่านมาหุ้น JAS ในอดีตได้เคยซื้อขายด้วยราคาต่ำเพียง 0.30 บาทเท่านั้น
          อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันราคาได้ขยับขึ้นมาซื้อขายอยู่แถวระดับ 7 บาท ดังนั้น หากเป็นนักลงทุนระยะยาวที่ถือครองหุ้น JAS ตลอดมาเชื่อได้ว่า น่าจะพอใจต่อการเติบโตของทั้งผลการดำเนินงานบริษัท การได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผล รวมถึงกำไรจากการซื้อขายหุ้น (แคปปิตอลเกน)
          ส่วนการเข้าซื้อหุ้น JAS และมีการประกาศเทนเดอร์ เชื่อว่าไม่น่าจะมีผลทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องการซื้อขายหุ้น (ฟรีโฟลต) ต่ำในภายหลัง เพราะจะพยายามดูเรื่องระดับฟรีโฟลตของหุ้นให้อยู่ในระดับเหมาะสมควบคู่ไป ขณะที่การเข้าถือครอง JAS-W3 เป็นจำนวนมาก จะมีการตัดสินใจแปลงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ JAS ในภายหลังหรือไม่นั้น คงขึ้นอยู่กับช่วงหลังทำเทนเดอร์หุ้นไปแล้วได้มีสัดส่วนการถือครองหุ้น JAS อยู่ในระดับที่เหมาะสมตามต้องการหรือไม่
          “สำหรับหุ้น JAS ถ้าคนที่ลงทุนกันตั้งแต่ช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเคยซื้อขายกันด้วยราคาเพียงสักแค่ 30 สตางค์ จนมาวันนี้ขยับขึ้นไปแล้วถึงระดับ 7 บาท ถ้าเป็นนักลงทุนระยะยาวหรือเป็นนักลงทุนแบบวีไอ คงน่าจะไม่มีปัญหาอะไร และคงพอใจต่อการเติบโตในช่วงที่ผ่านมาของ JAS ส่วนเรื่อง JAS-W3 หลังจากเทนเดอร์แล้ว ผมจะใช้สิทธิแปลงซื้อสามัญหรือไม่ คงขึ้นอยู่กับกับช่วงทำเทนเดอร์จะได้หุ้นมาแล้วเท่าไหร่ เพราะถือเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาคู่ไปด้วยเช่นกัน” นายพิชญ์ กล่าว