แห่ซื้อ3กองทุน"กำไรแรง" "อินฟรา-อสังหา-รีท"ผลตอบแทนทะลุ40%

Published on 2016-08-01   By ประชาชาติธุรกิจ

ดอกเบี้ยขาลง นักลงทุนวิ่งหาช่องสร้างผลตอบแทน "กองทุนอินฟราฯ-อสังหาฯ-REIT" มาแรง มอร์นิ่งสตาร์เผย 6 เดือนแรกเงินไหลเข้า 3.9 หมื่นล้านบาท กระหน่ำซื้อสูง ล็อกผลตอบแทนยาว ดันกำไร 3 กองทุน พุ่ง 20-40% นักวิเคราะห์หวั่นกองทุนในตลาดราคาวิ่งไกล ส่งสัญญาณฟองสบู่ แนะซื้อ "กองทุนนอกตลาด"
          ก.ล.ต.เผยมีกอง REIT จ่อคิวเปิดขายอีก 3 กอง
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำและยังเป็นทิศทางขาลง ทำให้การหาช่องทางการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีของนักลงทุนมีไม่มาก และหนึ่งในโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจขณะนี้ ก็คือ การลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ทำให้ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมามีเงินไหลเข้ากองทุนทั้ง 3 ประเภทนี้ค่อนข้างมาก และทำให้ผลตอบแทนการลงทุนพุ่งสูงมาก
          ข้อมูลจากบริษัทมอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนแรก (1 ม.ค.-30 มิ.ย. 2559) นักลงทุนสนใจเข้าซื้อกองทุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีมูลค่ารวมที่ 292,296 ล้านบาท จากสิ้นปี (30 ธ.ค. 2558) อยู่ที่ 289,544 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2,752 ล้านบาท ส่วนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรักเจอร์ฟันด์) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 233,795 ล้านบาท จากสิ้นปีก่อน 219,767 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 14,082 ล้านบาท และกอง REIT เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 62,000 ล้านบาท จาก 40,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 22,000 ล้านบาท ดังนั้น 3 กองทุน จึงมีมูลค่าการเติบโตจากปลายปีก่อนรวมทั้งสิ้น 38,780 ล้านบาท
          3 กองทุนผลตอบแทนสูงสุด
          นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์ ข้อมูล บริษัทมอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ การเติบโตขึ้นของกองทุนทั้ง 3 ประเภท เป็นผลมาจากทั้งเงินลงทุนใหม่ที่ไหลเข้า การเติบโตของกองทุนเอง เช่น จากผลการดำเนินงานและเงินปันผล เป็นต้น
          อย่างไรก็ตาม แรงซื้อที่มีค่อนข้างมาก ส่งผลให้ผลตอบแทนของหลายกองทุนในช่วง 1 ปีปรับตัวขึ้นอย่างมาก โดย 3 อันดับแรกของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มีผลตอบแทนสูงสุด ได้แก่ กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุย (SPF) ผลตอบแทน 44.11% กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตลาดไท (TTLPF) 43.88% กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ซี.พี.ทาวเวอร์ โกรท (CPTGF) 43.00%
          ส่วนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF) 24.77% กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGATIF) 21.41% และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท (BTSIF) 21.36%
          ขณะที่กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ แอล เอช ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ (LHSC) 41.32% ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อิมแพ็คโกรท (IMPACT) 40.23% และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอมตะซัมมิทโกรท (AMATAR) 17.66%
          ไขปัจจัยกองทุนขึ้นแท่นยอดนิยม
          นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย กล่าวว่า สาเหตุที่กองทุนเหล่านี้ ได้รับความนิยมจากนักลงทุนสูงมาก เนื่องจากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของกองทุนเหล่านี้ยังค่อนข้างดี โดยเฉลี่ยอยู่ที่ราว 5-7% สูงกว่าเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งหากมีอายุ 10 ปีจะอยู่ที่ราว 1.96% และ 20 ปีที่ราว 2.48%
          อีกทั้งหลายกองทุนยังมีความโดดเด่นในเรื่องการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ หรือกองทุนบางประเภทอย่างกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานนั้น ยังมีความมั่นคงด้านรายได้ที่จะเข้ามาอย่างแน่นอน จึงทำให้กองทุนทั้งหมดนี้สามารถตอบโจทย์ยุคการแสวงหาผลตอบแทนที่ดี และมีความเสี่ยงในระดับที่ไม่สูงเกินไปให้แก่นักลงทุนได้
          ด้านนายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์กองทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยน่าจะประคองตัวอยู่ในระดับต่ำทั่วโลก น่าจะทำให้กองทุน อสังหาฯ อินฟราฯฟันด์ และ REIT ยังคงได้รับ ความสนใจจากนักลงทุนต่อ แต่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจก่อนลงทุนด้วยว่าผลตอบแทนในลักษณะเงินปันผลของบางกองทุนจะลดลง เนื่องจากเมื่อราคาหน่วยลงทุนปรับตัวสูงขึ้น ก็จะกดให้ส่วนของเงินปันผลลดลงอัตโนมัติ เพราะต้องใช้เงินลงทุนสูงขึ้นเพื่อการซื้อหน่วยลงทุน ดังนั้น สัดส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลก็จะถูกลดทอนลงจากก่อนหน้านี้ ที่นักลงทุนใช้เงินน้อยกว่าเพื่อซื้อหน่วยลงทุนกองนั้น ๆ
          ระวังราคาขึ้นไปมากแล้ว
          นายสานุพงศ์กล่าวว่า สำหรับการลงทุน กองทุนอสังหาฯ อินฟราฯ และ REIT ในตลาดหลังจากนี้ นักลงทุนต้องยอมรับว่า กองทุนเหล่านี้ได้ปรับตัวขึ้นมามากแล้ว ซึ่งหมายความว่าจะทำให้ต้องซื้อกองทุนในราคาที่แพงขึ้น จึงแนะนำว่า นักลงทุนไม่ควรคาดหวังที่จะแสวงหาผลกำไรจากส่วนต่างของการขายหน่วยลงทุนมากนัก
          นอกจากนี้นักลงทุนต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดด้วยว่า กองทุนนั้น ๆ มีการรับประกันผลตอบแทนเป็นระยะเวลาเท่าไหร่ หากเจ้าของเดิมหมดสัญญาเช่าจะมีแนวทางบริหารจัดการกองทุนต่ออย่างไร เป็นต้น
          ที่สำคัญควรประเมินศักยภาพของกองทุนด้วยว่า มีความสม่ำเสมอด้านการจ่ายเงินปันผลมากน้อยแค่ไหนในระยะยาว (10 ปี) เพราะจะพิสูจน์ความสามารถของการทำธุรกิจ รวมถึงต้องวิเคราะห์ด้วยว่าสินทรัพย์กองดังกล่าวสามารถการขึ้นค่าเช่าได้ในอนาคตหรือไม่ ฯลฯ
          แนะเลือกกองทุนนอกตลาด
          อย่างไรก็ตาม แนะนำว่ายังมีอีกหลายกองทุนที่ไม่ได้ซื้อขายบนกระดานของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในกองทุนอสังหาฯ หรือกองทุน ต่างประเทศ ที่ยังคงให้ผลตอบแทนน่าสนใจ ได้แก่ กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี พร็อพเพอร์ตี้ ดิวิเดนด์ ฟันด์ (M-PROP DIV) ซึ่งเป็น กองทุนที่ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หน่วยทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินกองทุน ดังนั้นจึงเป็นการลงทุนในประเทศไทยล้วน ๆ ทำให้ไม่มีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และเงินปันผลที่คาดหวังราว 5-6% ต่อปี
          กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลพร็อพเพอร์ตี้ ปันผล (KF-GPROPD) ซึ่งมีนโยบายลงทุนในกองทุนหลัก คือ Standard Life Investments Global SICAV-Global REIT Focus Fund โดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินกองทุน เงินปันผลที่คาดหวัง ราว 5-6% ต่อปี และกองทุนเปิดซีไอเอ็มบี- พรินซิเพิล โกลบอล อินฟราสตรัคเจอร์ อิควิตี้ (CIMB-PRINCIPAL GIF) ซึ่งมีนโยบายนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Lazard Global Listed Infrastructure Equity Fund เพียงกองทุนเดียว เงินปันผลที่คาดหวังราว 8% ต่อปี
          "หลายกองทุนที่เทรดในตลาดอาจมีราคาปรับตัวขึ้นไปสูงแล้ว นักลงทุนก็อาจจะลองหันมามองกองทุนที่ไม่ได้เทรดในตลาด แต่ให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจแทนก็ได้ เพียงแต่ต้องเข้าใจว่าการลงทุนในกองทุนทั้งหมด รวมถึงกองทุนที่แนะนำ ควรจะเป็นการลงทุนระยะยาวตั้งแต่ 10 ปี ขึ้นไป ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนลดความเสี่ยงจากความผันผวน"
          ชี้ 3 กองทุน REIT จ่อคิวขาย
          นายประกิด บุณยัษฐิติ ผู้ช่วยเลขาธิการอาวุโส สายระดมทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยในตลาดต่ำ จึงทำให้กองทุนอินฟราฯ อสังหาฯ และ REIT ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมาก และขณะนี้มี บลจ.ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อ ก.ล.ต. เพื่อขอเสนอขายกองทุน REIT ประมาณ 3 กองทุน โดยเป็นกองทุนที่ลงทุนใน สินทรัพย์อสังหาฯโดยตรง ซึ่ง ก.ล.ต.อยู่ระหว่างพิจารณา