"แจส"ปิดดีลซื้อหุ้นคืนผ่านบิ๊กล็อต ครบตามเป้า 1.2 พันล้านหุ้น-รายย่อยขายคืนรับกำไรส่วนต่าง

Published on 2016-06-14   By กรุงเทพธุรกิจ

  โบรกคาดเตรียมใช้วิธีลดทุนเหมือนในอดีต
          'จัสมิน' โยนบิ๊กล็อต 6,000 ล้านบาท ปิดดีลซื้อหุ้นคืน 1,200 ล้านหุ้น ได้ครบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โบรกคาดบริษัทนำไปลดทุน ช่วยหนุนกำไรต่อหุ้นและอัตราเงินปันผล มองกำไรปกติปีนี้ทรงตัวจากปีก่อนที่ราว 2,525 ล้านบาท
          รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย แจ้งการซื้อขายรายการใหญ่ (Big lot) ของบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด (มหาชน) JAS จำนวน 1,200 ล้านหุ้น หรือ 16.82% ที่ราคาหุ้นละ 5 บาท ซึ่งเป็นจำนวนและราคาเดียวกับการโครงการซื้อหุ้นคืนของบริษัท ซึ่งมี บล.บัวหลวง เป็นผู้ดำเนินการ โดยโครงการรับซื้อหุ้นคืนของบริษัทสิ้นสุดลงไปเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมา หลังจากเริ่มต้นรับซื้อตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา
          ด้านนางสาวมินทรา รัตยาภาส นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยว่า การซื้อหุ้นคืนดังกล่าวโดยภาพรวมแล้วจะ ส่งผลบวกต่อราคาหุ้น จากจำนวนหุ้นที่ลดลง 1,200 ล้านหุ้น ทำให้อัตรากำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น และทำให้อัตราเงินปันผลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันเงินสดของบริษัทจะลดลงไป 6,000 ล้านบาท ซึ่งจากการประเมินโดยรวมแล้วคาดว่าจะช่วยหนุนราคาหุ้นราว 0.10 บาท
          ทั้งนี้ ตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์บริษัทจะต้องถือหุ้นที่ซื้อคืนไปอีก 6 เดือน นับจากวันที่ 10 มิ.ย. 2559 คาดว่าบริษัทจะนำ หุ้นที่ซื้อคืนนี้ไปลดทุนจดทะเบียนลง ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทเคยทำจากการซื้อหุ้นคืน 4-5 ครั้งที่ผ่านมาสำหรับแนวโน้มธุรกิจหลักของบริษัท คือ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
          คาดว่าส่วนแบ่งการตลาดของธุรกิจ มีแนวโน้มเพิ่มจากปัจจุบันที่ 31% และได้ประโยชน์จากต้นทุนการผลิตต่อหน่วยที่ลดลง (Economy of scale) ตามการเติบโตของลูกค้า โดยแนวโน้มไตรมาส 2 นี้คาดว่าจะเห็น กำไรเติบโตขึ้นทั้งจากไตรมาสก่อนและ งวดเดียวกันของปีก่อน หลังจากที่บริษัทออกโปรโมชั่นเมื่อปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา โดยการเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ต และลด ค่าใช้จ่ายรายเดือนลง ทำให้บริษัทมีลูกค้าใหม่ เพิ่มขึ้นราว 100,000 คนต่อไตรมาส จาก ระดับปกติที่บริษัทมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 80,000 คนต่อไตรมาส
          อย่างไรก็ตามคาดว่าบริษัทจะบันทึกค่าใช้จ่าย ค่าปรับ กสทช. ทั้งหมด 199.42 ล้านบาท ในช่วงไตรมาส 2 นี้ และมีผลกระทบต่อประมาณการกำไรปกติปีนี้ราว 6% จาก 2,725 ล้านบาท เหลือ 2,561 ล้านบาท โดยเป็นระดับที่ใกล้เคียง กับปีก่อนซึ่งมีกำไรปกติ 2,620 ล้านบาท ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองปกติต่อประเด็นนี้ เนื่องจากการยอมชำระค่าเสียหายจะเป็น การยุติข้อพิพาทระหว่าง กสทช. กับบริษัท และลดแรงกดดันเชิงจิตวิทยา
          ส่วนกำไรพิเศษในปีนี้บริษัทจะมีการบันทึกกำไรจากการขายสายไฟเบอร์ ออปติกเข้ากองทุน JASIF ซึ่งจะบันทึกกำไรไตรมาสละ ประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งเป็นปีสุดท้ายตามที่ ทำสัญญาว่าจะทยอยบันทึกเป็นเวลา 2 ปี

          ราคาหุ้นแจสเริ่มฟื้นตัว
          การเคลื่อนไหวราคาหุ้นของจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) ตลอดช่วงที่มีการประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮริตซ์และ 1800 เมกะเฮริตซ์ มีความผันผวนต่อเนื่อง โดยราคาหุ้นได้ปรับลดลงจากจุดสูงสุด ของปี 2558 ที่ระดับ 9.25 บาท เมื่อต้นปี 2558 ลงมาเคลื่อนไหวที่ระดับ 5-6 บาท ซึ่งปัจจัยกดดันหลักมาจากการตัดสินใจเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ในช่วงกลางปี 2558
          อย่างไรก็ตามภายในหลังจากที่บริษัท ชนะการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ด้วยมูลค่าราว 75,000 ล้านบาท ราคาหุ้นก็ลดลง อีกครั้งไปทำจุดต่ำสุดที่ 2.70 บาท เมื่อต้นปี 2559 ที่ผ่านมา ก่อนที่ราคาหุ้นจะค่อยๆ ฟื้นตัว กลับมายืนอยู่ในระดับ 4.8 บาท หลังจากที่บริษัทไม่สามารถนำเงินมาชำระค่าใบอนุญาตได้ตามกำหนด
          อย่างไรก็ตาม บล.กสิกรไทยประเมินว่า หากหักเงินชดเชยที่ต้องจ่ายกรณีผิดนัดชำระค่าใบอนุญาตนั้นจะมีผลกระทบต่อมูลค่าหุ้นประมาณ1.90 บาทต่อหุ้น ซึ่ง น้อยกว่าที่คาดไว้เดิมอย่างมาก นอกจากนี้ หุ้นแจสอาจเป็นหนึ่งในหุ้นที่คาดว่าจะถูก ถอดออกจากดัชนีเซท50 รอบใหม่ที่จะประกาศใช้ในวันที่ 15 มิ.ย.นี้