"พิชญ์ โพธารามิก"เปิดใจครั้งแรกเคลียร์ทุกคำถามทำไมทิ้งไลเซนส์

Published on 2016-04-11   By ประชาชาติธุรกิจ
หายเงียบแบบไร้สัญญาณตอบรับมา ตั้งแต่ 21 มี.ค. เส้นตายที่ "แจส โมบาย บรอดแบนด์" ต้องจ่ายเงินประมูลงวดแรก 8,040 ล้านบาท พร้อมแบงก์การันตีหลังสู้จนชนะในราคา 75,654 ล้านบาท กระทั่ง 5 เม.ย.ที่ผ่านมา แม่ทัพกลุ่มจัสมิน "พิชญ์ โพธารามิก" บริษัทแม่ "แจส" ปรากฏตัวชี้แจงคณะทำงานพิจารณาความรับผิดไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการดำเนินการก่อนรับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 900 MHz ของ "กสทช." โดยใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง จากนั้นจึงออกมาตอบข้อสงสัยต่าง ๆ กับสื่อมวลชน ดังนี้
          ตั้งใจเข้ามาประมูลคลื่นจริง
          แจสทำเต็มที่และมีศักยภาพทำธุรกิจ เรามี 3BB จึงไม่ได้เข้ามาเข้าประมูลเล่น ๆ ไม่ได้ เป็นนอมินีใคร เราตั้งใจจะเป็นค่ายมือถือรายที่ 4 ที่เป็นคนไทย สัญชาติไทย
          นี่คือความตั้งใจแต่แรก ส่วนที่ถามว่าตอนประมูล 900 MHz ทำไมไม่เข้าเคาะราคาเอง มันเป็นเรื่องกลยุทธ์ที่วางไว้แต่แรก ผมให้ Maximum ทีมไว้ที่ 8 หมื่นล้านบาท หน้าที่ของทีมงานคือเคาะช่องเดียวนั่นแหละ เคาะไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้
          อย่าลืมว่านี่เป็นการประมูล เรารู้แต่แรกว่า ราคาต้องสูง จึงอยู่ที่ว่าใครเข้าไปแล้วมีตัวเลขมากกว่ากัน
          การหาแหล่งเงินทุน
          หลังชนะประมูลตามที่เคยแถลงว่าได้แบงก์กรุงเทพ และหัวเว่ย กับแบงก์กรุงเทพเราคุยกัน เรียกว่าแทบจะจบหมดแล้ว สุดท้ายติดเรื่องเดียวคือทางผู้ใหญ่โทร.มาบอกผมนาทีสุดท้ายว่า คุณพิชญ์ต้องค้ำประกันส่วนตัวด้วย ซึ่งในประสบการณ์ที่เรา ทำงานกันมา 20 ปี ด้วยดีตั้งแต่รุ่นคุณพ่อผม
          อันนี้ผมไม่ได้โทษใคร ผมต้องค้ำประกันส่วนตัว และไม่พอต้องเชิญคุณพ่อผมด้วยอันนี้ผมรู้สึกว่าไม่ได้อยู่ในสิ่งที่คุยกันมาก่อนเลย แล้วยิ่งดึงคุณพ่อผมเข้ามา ท่านอายุเยอะมากแล้วไม่สมควรอย่างยิ่งจึงเป็นเหตุให้ไม่สามารถตกลงกันได้ เป็นช่วงกลางเดือน ม.ค. เอกสารมีหมดชี้แจงได้
          หลังหยุดคุยกับแบงก์กรุงเทพ
          พอ 20 ม.ค. เราหยุดคุยกับแบงก์กรุงเทพ ก็ต้องหาวิธีอื่น ทางธนาคาร ICBC มาเสนอว่า ถ้าได้พาร์ตเนอร์จีน ICBC สนใจจัดการเรื่องแบงก์การันตีให้ ช่วงก่อนตรุษจีนเราก็ส่งจดหมายคุยกับค่ายมือถือ 3 รายใหญ่ของจีนก็คือ ไชน่าเทเลคอม ไชน่ายูนิคอม และแชริ่งโมบายกรุ๊ป
          ขณะเดียวกัน ZTE ก็นำเสนอ Potential Partner อีก 1 ราย ชื่อ CERIECO เป็นบริษัทหลานของ Sinomach รัฐวิสาหกิจใหญ่ ของจีน ฉะนั้น รายนี้ก็มีโอกาส เขาสนใจจะลงทุนราวหมื่นล้านบาท แต่สุดท้ายก็ไม่จบ เอกสารสัญญาทุกอย่างมีครบหมด ช่วงหลังสุดกองทุนใหญ่จากปักกิ่ง แนะนำโดย ICBC พร้อมเข้ามาลงทุน 3 หมื่นล้านบาท ถือหุ้น 49% ในแจส โมบาย ก็คุยไปได้เยอะ เป็นดีลที่ดีมาก แต่อย่างที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่ากรอบเวลาของจีนเขาทำให้ไม่ทัน 21 มี.ค. อย่างเร็วคือกลาง เม.ย. เอกสารข้อตกลง 2 ฝ่ายมีครบหมด
          เป็นเหตุผลที่ทำไมวางแบงก์การันตีไม่ทัน
          การจ่ายปันผล
          หลังประมูลเสร็จมีคำถามว่า แจสทั้งจ่ายปันผล 30 สตางค์ ซื้อหุ้นคืน 6,000 ล้านบาท แล้วยังทำ 4 จีด้วย จะได้เหรอ ยืนยันว่าทำได้ ปันผลกับซื้อหุ้นคืนเป็นเรื่องผลประกอบการที่ผ่านมา ปีที่แล้วขายกองทุน JASIF ได้กำไรเยอะ ก็ทำเพื่อผู้ถือหุ้น ส่วน 4 จีถ้าจบได้ มีพาร์ตเนอร์ก็จะเป็นผลดีระยะยาว ฉะนั้นทั้ง 3 อย่างค่อนข้าง ตรงไปตรงมามาก ไม่มีอะไรพิสดารเลย ทุกอย่าง Base on ผู้ถือหุ้นทุกคน
          ผมเคยพูดตอนประมูลว่าจะไม่เพิ่มทุนที่ JAS ก็ไม่ได้ทำ และเมื่อจบแบบนี้ก็ต้องเดินหน้าต่อ ก็คงรุกธุรกิจบรอดแบนด์ต่อ
          ทำไมที่ผ่านมาใช้วิธีเงียบตลอด
          ราว 7 มี.ค.ก็เริ่มรู้สึกว่าลำบากที่จะสำเร็จ แต่ดีลยังค้างอยู่ไม่กล้าบอกว่า 21 มี.ค. จะจบ ? แต่ยังรู้สึกว่ามีโอกาสที่จะจบได้ เลยเลือกจะไม่บอก กสทช. เพราะถ้าบอกว่าจบแล้วถึงเวลาไม่จบ กสทช.ก็เสียหน้า ถ้าบอกอีกอย่างก็เสียหน้าอีกอย่าง
          มันอยู่ในจุดที่ไม่สามารถบอกอะไรได้ ทีมงานที่ปักกิ่งกำลังคุยกับ ICBC ต้องลุ้นจนนาทีสุดท้าย และการจะแจ้งหรือไม่ก็เป็นเรื่องธุรกิจ ในเมื่อมีเวลา 90 วัน
          และที่จริงก็เตรียมแถลงข่าวในวันถัดจากเส้นตาย แต่ทางตลาดหลักทรัพย์ฯขึ้นเครื่องหมาย H ตามด้วย SP อีกเลยต้องยกเลิกการแถลง และ กสทช.ตั้งคณะทำงานขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จึงรอให้ข้อมูลคณะทำงานให้เสร็จก่อน ไม่เช่นนั้นจะถือว่า Offside กสทช.อย่างแรง
          ส่วนบริษัทในเครือที่มีใบอนุญาตกับ กสทช.ก็ไม่ได้ทำผิดอะไร ทำตามกติกาทั้งหมด ฉะนั้น คิดว่า กสทช.น่าจะตัดสินตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริง ซึ่งไม่ค่อยห่วงว่าจะมีผลกระทบกับใบอนุญาตอื่นของกลุ่มบริษัท
          จากนี้ก็รอคณะทำงานว่าจะตัดสินอย่างไร ส่วนอนาคตบริษัทเราก็จะเน้นเรื่อง Fixed Broadband ในอนาคตยังตอบไม่ได้ว่าจะเข้าประมูลอีกหรือไม่