ถือหุ้น JAS อย่าเพิ่งจ๋อยบล.โมนูระฯ มองมุมบวก 

Published on 2016-04-04   By ดอกเบี้ยธุรกิจ

    JAS ทิ้งใบอนุญาติ 4G ไม่แย่อย่างที่คิด บล.โนมูระพัฒนสิน ชี้มุมบวกว่าเท่ากับเป็นการลดความเสี่ยงจากการทำธุรกิจใหม่ลง แถมยังมีการซื้อหุ้นคืน ทั้งนี้ผลกระทบจากการถูกริบเงินประกันและการถูกฟ้องร้องจะทำให้กระทบต่อหุ้น 0.60 บาท/หุ้น แต่การไม่ทำธุรกิจใหม่ทำให้ความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจใหม่กระทบต่อปัจจัยพื้นฐานลดลง ผลการดำเนินงานปกติทำให้ ปี 2559-2561 มีอัตราการโตของกำไรราว 22% ต่อปี เพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 5.80 บาท หักผลกระทบเหลือ 5.20 บาทต่อหุ้น

          หลังจาก บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ JAS ยอมยกธง ไม่ไปจ่ายเงินงวดแรกสำหรับการประมูลใบอนุญาตคลื่น 900 MHz หรือที่เรียกว่า 4G เมื่อวันจันทร์ที่ 21 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมาตามนัด ทำให้นักลงทุนที่ถือหุ้น JAS ถอดใจ และเกรงว่าจะเกิดผลกระทบที่ตามมาเยอะแยะมากมาย โดยเฉพาะกรณีที่ว่า JAS ถูกยึดเงินวางประกันและการต้องถูก กสทช. ฟ้องตลอดจนการทำธุรกิจด้านอื่นๆอาจถูกเพ่งเล็งและไม่อนุญาติให้ทำไปด้วย รวมทั้งการประเมินถึงราคาหุ้น JAS ว่าอาจจะแย่ แม้ว่าราคาในกระดานจะต่ำกว่าราคาหุ้นที่บริษัทประกาศรับซื้อหุ้นคืนที่ราคา 5 บาท ต่อหุ้นเอาไว้ก็ตามแต่การรับซื้อคืนไม่ได้รับซื้อทั้ง 100%  

          อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าความเคลื่อนไหว ของราคาหุ้น 1 สัปดาห์หลังการตัดสินใจทิ้งใบอนุญาต 4G ที่ประมูลได้ ราคาหุ้น JAS ไม่ได้ถูกเทขายจนถล่มจมดิน ทั้งสัปดาห์นั้น ราคาปรับลงจากสูงสุดที่ 3.70 บาท (21 มี.ค.) 3.26 บาท (28 มี.ค.) คือลดลง 11.89% และเป็นการปรับตัวขึ้นลงมีทั้งวันที่ลบและบวกสลับกันได้ด้วย ขณะที่วอลุ่มการซื้อขายที่หนามากจากความตกใจใน 2 วันแรกหลังการเบี้ยวจ่ายเงิน กสทช. แต่หลังจากนั้น ปริมาณการซื้อขายก็กลับมาอยู่ในอัตราที่ไม่ได้ตื่นขายหนักแบบ 2 วันแรก

          ทั้งนี้ การที่ JAS ทิ้งใบอนุญาต 4G ที่ประมูลได้ กลับมีมุมมองที่เป็นบวกเช่นกัน

          บล.โนมูระพัฒนสิน เห็นว่าหุ้น JAS ยังมีมุมมองที่เป็นบวก

          จากการทิ้งใบอนุญาต 4G ว่าเท่ากับเป็ฯการลดความเสี่ยงจากการทำธุรกิจใหม่ลง (จากที่ก่อนหน้านี้กลับมีความกังวลกันด้วยซ้ำไปว่าการแข่งขันของ JAS ในธุรกิจใหม่ที่ไปประมูล 4G มาจะทำให้ JAS อาจมีปัญหา) เมื่อตัดความเสี่ยงนี้ประกอบกับการประกาศซื้อหุ้นคืนของบริษัททำให้มีมุมมองของ บล.โนมูระฯ ต่อราคาหุ้น JAS ว่าน่าจะมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อได้จากนี้

          มุมมองของ บล.โนมูระพัฒนสิน ที่ได้มีการทบทวนประมาณการใหม่ของ JAS หลังไม่จ่ายเงินให้ กสทช. จากเดิมที่มีการรวมการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่เรียกว่า Mobile Broadband ซึ่งเมื่อถอดตัวนี้ออกไปจะทำให้ผลการดำเนินงานปกติปี 2559-2561 จะกลับมาเป็นมีกำไรเติบโตปีละ 22% เนื่องจากไม่มีผลกระทบจากต้นทุนและค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มจากธุรกิจใหม่ โดยปี 2559 คาดกำไร 3,369 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นจากปีก่อน + 28%) และทำให้ราคาเป้าหมาย JAS ปรับขึ้นจาก 1.80 บาท เป็น 5.80 บาท ถ้ายังไม่หักผลกระทบยึดเงินประกันและฟ้องเรียกค่าเสียหาย

          สำหรับผลกระทบความเสียหาย บล.โนมูระฯ ประเมินแล้วว่าจะมีค่าเสียหายต่อหุ้นราว 0.60 บาทจากถูกยึดเงินประกันและฟ้องเรียกค่าเสียหาย ตามประกาศของ กทค.กรณี JAS ไม่จ่ายเงินค่าใบอนุญาตคลื่น 900 MHz ตามกำหนด บริษัทจะถูกยึดเงินประกันจำนวน 644 ล้านบาท และถูกตัดสินเข้าประมูลใหม่

          "นอกจากนี้ JAS มีโอกาสถูก กสทช.ฟ้องเรียกค่าเสียหายในการจัดประมูลราว 180 ล้านบาท และกรณี กสทช. จัดประมูลคลื่น 900 MHz แต่ไม่มีผู้สนใจเข้าประมูล เรามองว่า JAS มีความเสี่ยงถูก กสทช. ฟ้องเรียกค่าเสียโอกาสในการใช้คลื่น 900 MHz  จากการเลื่อนประมูลออกไป 1 ปี เราประเมินค่าเสียโอกาสในการใช้คลื่น 900 MHz มูลค่าราว 5,044 ล้านบาท โดยสมมติฐานค่าตัดจำหน่ายต่อปี ของใบอนุญาต 15 ปี

          ดังนั้นจึงส่งผลให้ JAS จะมีผลกระทบจากการถูกยึดเงินประกันรวมกับค่าเสียหายในการจัดประมูลและค่าเสียโอกาสในการใช้คลื่นฯ เป็นมูลค่ารวม 5,868 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าต่อหุ้น 0.60 บาท"

          เมื่อหักผลกระทบแล้วเท่ากับว่าราคาเป้าหมายของหุ้น JAS ที่ให้ไว้ 5.80 บาทจะเป็น 5.20 บาทต่อหุ้น

          "เรามีมุมมองบวกมากขึ้นต่อปัจจัยพื้นฐาน JAS เนื่องจากไม่มีผลกระทบของการลงทุนธุรกิจใหม่ ในเบื้องต้นตามประมาณการ JAS กรณีไม่รวมธุรกิจใหม่ เราประเมินราคาเป้าหมายใหม่ 5.20 บาท (หักผลกระทบมูลค่าต่อหุ้น 0.60 บาทจากราคาเป้าหมาย 5.80 บาท ส่วนกรณี กทค. จะมีการตรวจสอบคุณสมบัติของการเป็นผู้ประกอบการกิจการที่ได้รับใบอนุญาตเดิม เรามองว่ามีโอกาสน้อยที่บริษัทลูก JAS (3BB) จะถูกยึดใบอนุญาต เนื่องจาก 3BB จ่ายค่าใบอนุญาตและปฏิบัติตามข้อกำหนด กสทช.

          มีแนวโน้มปรับคำแนะนำ JAS เป็น Buy (เดิม Reduce) จากความเสี่ยงของปัจจัยพื้นฐานลดลง และราคาหุ้นมี Upside ราว 40% จากราคาเป้าหมายใหม่"