"JASIF"ราคาหน่วยร่วงดันผลตอบแทน10.3% โบรกฯ สบช่องแนะ "ซื้อ" อัพไซด์-ยีลด์สนั่น

Published on 2016-03-14   By ข่าวหุ้น
นักวิเคราะห์มอง JASIF หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน ไม่ได้รับผลกระทบไม่ว่า JAS จะเดินหน้า 4G หรือยอมทิ้งใบอนุญาต เผยราคาต่อหน่วยที่วูบ ดันหุ้นมีอัพไซด์เกือบ 40% และผลตอบแทนจากปันผลสูงถึง 10.30%  ด้าน “กลุ่มแบงก์กรุงเทพ” ยังถือหุ้น JASIF สัดส่วนรวมกันไม่ต่ำกว่า 15%
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF เมื่อวันศุกร์ ลดลง 0.25 บาท ปิดที่ 8.85 บาท เปลี่ยนแปลง 2.75% มูลค่าซื้อขาย 326 ล้านบาท
          นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง มองว่า ราคา JASIF ที่ปรับตัวลดลงถือว่าเป็นโอกาสให้นักลงทุนเข้าซื้อสะสมอีกครั้งด้วยอัตราผลตอบแทนจากปันผลที่น่าสนใจ หรือสูงถึง 10.3% และยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”
          ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง ยังคงมีมุมมองเดิมสำหรับ JAS ว่าจะสามารถชำระค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ได้ทันในวันที่ 21 มี.ค. และจะกลายเป็นผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายที่สี่ของประเทศไทย ดังนั้น จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบใดๆ ต่อใบอนุญาตของ JASIF
          นอกจากนี้ จากคำให้สัมภาษณ์ของหนึ่งในคณะกรรมการ กสทช. ล่าสุดที่กล่าวว่าถึงแม้ว่า JAS จะไม่ชำระค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ก็ไม่น่าจะส่งผลต่อใบอนุญาตอื่นๆ ที่เหลือของ JAS จึงคิดว่าประเด็นดังกล่าวน่าจะทำให้นักลงทุนคลายความวิตกกังวลที่มีต่อ JASIF ถึงแม้ว่าการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องผ่านมติชี้ขาดจากบอร์ดกสทช.ก็ตาม
          ก่อนหน้านี้ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา หนึ่งใน กสทช.กล่าวว่า หากบริษัทแจสโมบายล์บรอดแบนด์ ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ JAS ไม่สามารถทำการจ่ายชำระค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ได้ทันภายในวันที่ 21 มี.ค.ได้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อใบอนุญาตอื่นๆ ที่เหลือของ JAS ซึ่ง JAS ได้รับจากกสทช.สำหรับธุรกิจอื่นๆ ก่อนหน้า เนื่องจากถือว่าเป็นคนละนิติบุคคลกัน
          บล.บัวหลวง ระบุอีกว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าสำนักงาน กสทช.จะมองว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อใบอนุญาตอื่นๆ แต่ความเห็นข้างต้นถือว่าเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น
          ประเด็นดังกล่าวยังคงต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากมติบอร์ดของ กสทช.ก่อนที่จะมีข้อสรุปใดๆ ออกมา
          ความคิดเห็นดังกล่าวมาจากหนึ่งในกสทช.และเป็นความเห็นที่แย้งกับนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. ซึ่งมองว่าการที่ JAS ไม่ชำระค่าใบอนุญาต 900 เมกะเฮิรตซ์จะส่งผลกระทบต่อใบอนุญาตอื่นๆ ของ JAS ด้วย ซึ่งรวมถึงใบอนุญาตของทริปเปิ้ลทีบรอดแบนด์และ JASIF ด้วย
          สำหรับประเด็นดังกล่าวข้างต้นยังคงไม่ได้ข้อสรุปและจำเป็นต้องอาศัยการตีความ รวมถึงความเห็นทางด้านกฎหมาย ภายใต้สมมติฐานข้างต้น ได้แก่ การทิ้งใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ และไม่ส่งผลกระทบใดๆ เลยต่อใบอนุญาตอื่นๆ ของ JAS บริษัทประเมินว่าจะช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนที่มีต่อ JASIF
          ทั้งนี้ ไม่ว่า JAS จะทำการจ่ายค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์หรือไม่ก็ตาม ซึ่งนั่นหมายถึง JAS สามารถที่จะทิ้งใบอนุญาต 900 เมกะเฮิรตซ์ได้เลยทันทีเนื่องจากจะรับผิดชอบเพียงแค่การถูกริบเงินค่าหลักประกัน 644 ล้านบาท รวมถึงรับผิดชอบภาระค่าความเสียหายและค่าใช้จ่ายใดๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการจัดประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ใหม่แค่นั้นเอง
          แต่ถ้าในกรณีที่แย่ที่สุด ได้แก่ การไม่จ่ายค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ส่งผลกระทบต่อใบอนุญาตอื่นๆ ของ JAS ด้วย ซึ่งรวมถึงใบอนุญาตของ JASIF และอายุของใบอนุญาตไม่สามารถต่อไปได้อีกหลังจากปี 2569 เนื่องจากบริษัทถูกขึ้นบัญชีดำสำหรับการขอใบอนุญาต JASIF ในอนาคต บริษัทประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อราคาเป้าหมายของบล.บัวหลวง ซึ่งประเมินด้วยวิธี DCF ให้ลดลงไปอีก 46% (จาก 12.25 บาท เหลือ 6.60 บาท) เนื่องจากการคำนวณเอามูลค่าสุดท้ายออกไปเลยจากการประเมินมูลค่า DCF
          ส่วนการประกาศซื้อหุ้นคืนล่าสุดในสัดส่วน 20% ของหุ้นที่ชำระแล้ว น่าจะมีความเกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับการเพิ่มทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อขายหุ้นให้กับนักลงทุนเฉพาะเจาะจงรายใหม่ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการซื้อหุ้นคืนเพื่อที่จะไม่ให้สัดส่วนของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ JAS ลดลงทันทีที่พันธมิตรรายใหม่เข้ามา
          จึงใช้สมมติฐานว่า JAS มีแนวโน้มใช้ธนาคารต่างชาติเพื่อทำการออกหนังสือค้ำประกันผ่านความสัมพันธ์ของพันธมิตรรายใหม่เพื่อสนับสนุนการจ่ายชำระเงินงวดแรกในวันที่ 21 มี.ค.ที่จะมาถึง
          จึงยังคงสมมติฐานว่า JAS จะทำการจ่ายชำระเงินงวดแรกได้ทัน
          ด้านแหล่งข่าวจากวงการธนาคาร กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนของกลุ่มแบงก์กรุงเทพ ถือหุ้นในกองทุน JASIF รวมกันไม่ต่ำกว่า 15% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท จึงเชื่อว่ากลุ่มแบงก์กรุงเทพจะมีส่วนเข้ามาช่วยกลุ่มแจสเพื่อหาทางออกให้ดีที่สุดทั้งกลุ่มแบงก์กรุงเทพ และแจส
          “แบงก์กรุงเทพก็ต้องประเมินว่า การช่วยกับไม่ช่วย อย่างไหนจะกระทบกับธนาคารน้อยสุด หรือแจสอาจหาพันธมิตรได้และมีแผนธุรกิจที่ชัดเจน มีความเป็นไปได้ทัน ก็เชื่อว่าแบงก์กรุงเทพจะเข้ามาช่วยเรื่องแบงก์การันตี”