JASIFยันส่งมอบทรัพย์สินใยแก้วเป็นตามกำหนด

Published on 2016-01-11   By ข่าวหุ้น

          บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด ในฐานะบริษัทจัดการของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF) แจ้งว่า ตามที่กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน ทำสัญญาซื้อขายทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงกับบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) (ทริปเปิลที) เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 โดยทริปเปิลทีจะโอนทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงในปัจจุบันจำนวน 800,500 คอร์กิโลเมตร ณ วันทำการซื้อขายเสร็จสิ้น ซึ่งกองทุนได้รับมอบทรัพย์สินครบถ้วนแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558

          นอกจากนี้ ทริปเปิลทีในฐานะคู่สัญญามีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงในอนาคตจำนวนประมาณ 180,000 คอร์กิโลเมตร ให้แก่ กองทุนภายในระยะเวลา 2 ปีนับแต่วันที่ทำการซื้อขายเสร็จสิ้น โดยทริปเปิลทีจะทยอยส่งมอบให้กองทุนเดือนละไม่น้อยกว่า 7,500 คอร์กิโลเมตร

          บลจ.บัวหลวง ขอแจ้งว่า โดย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2558 ความคืบหน้าการส่งมอบทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงในอนาคตเปรียบเทียบกับแผนงานการดำเนินการส่งมอบทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงในอนาคตมีความคืบหน้าเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในแผนงานและยังไม่มีเหตุการณ์ที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งมอบทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงในอนาคตให้ไม่เป็นไปตามกำหนดการ

          ก่อนหน้านี้ บล.บัวหลวง ระบุ ตลาดกังวลมากเกินไปเกี่ยวกับความสามารถของ TTTBB ในการจ่ายค่าเช่าสายใยแก้วนำแสง (OFC) TTTBB เป็นบริษัทย่อยทางอ้อมของ JAS โดย JAS ถือหุ้นใน Acumen และ Acumen ถือหุ้นใน TTTBB อีกทอดหนึ่ง ซึ่ง TTTBB เป็นผู้จ่ายค่าเช่าให้กับ JASIF ด้วยตัวเองไม่ใช่ JAS เมื่อบริษัทแจส โมบายบรอดแบนด์ จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทย่อยของ JAS ชนะการประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่ราคา 7.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งแพงมาก ตลาดมีความกังวลว่ารายได้ค่าเช่าของ JASIF จะได้รับผลกระทบจากประเด็นดังกล่าว

          แต่เชื่อว่าตลาดเข้าใจผิด มูลหนี้ของแจส โมบายบรอดแบนด์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการชนะใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์นั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสามารถด้านกระแสเงินสดในการจ่ายค่าเช่าของ TTTBB ให้กับ JASIF แต่อย่างใด เราประเมินว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานสุทธิที่แข็งแกร่งของ TTTBB ประมาณ 5-6 พันล้านบาท/ปี สามารถที่จะจ่ายค่าเช่าให้กับ JASIF ซึ่งคิดเป็นปีละ 5-6 พันล้านต่อปีได้ในช่วงปี 2559-60