5บจ.ใหญ่ตุนเงินสด3แสนล้าน จับตาปี59เอกชนพาเหรดลงทุน

Published on 2015-12-28   By ประชาชาติธุรกิจ

เปิดโผ 5 อันดับ บจ.ใหญ่ตุนเงินสดเต็มกระเป๋ากว่า 3.2 แสนล้าน โบรกฯ ชี้ปี'59 เอกชนจ่อลงทุนคึกคัก ทั้งกลุ่มสื่อสาร-อสังหาฯ ปตท.สผ. เผยเงินสดในมือกว่าแสนล้าน รอจังหวะซื้อกิจการ
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักวิจัยทิสโก้ เปิดเผยข้อมูลงบการเงินงวดล่าสุด สิ้นไตรมาส 3/58 พบว่า 5 บริษัทขนาดใหญ่ (ยกเว้นกลุ่มสถาบันการเงิน) มีกระแสเงินสดสูงสุด รวม 3.26 แสนล้านบาท ประกอบด้วย บมจ.ปตท. (PTT) 1.69 แสนล้านบาท บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) 8.4 หมื่นล้านบาท บมจ.การบินไทย (THAI) 2.8 หมื่นล้านบาท บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) 2.4 หมื่นล้านบาท และ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) 2.1 หมื่นล้านบาท โดยเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนพบว่าถือครองเงินสดลดลง จากปีก่อนที่มีมูลค่ารวมราว 3.89 แสนล้านบาท
          สำหรับบริษัทขนาดรองลงมาที่ไม่ติดอยู่ในกลุ่ม SET100 พบว่า 5 อันดับแรกที่มีกระแสเงินสดสูงสุด คือ บมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) มูลค่า 5.5 พันล้านบาท บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) 4.6 พันล้านบาท บมจ.ไทยเซ็นทรัลเคมี (TCCC) 4.2 พันล้านบาท บมจ.แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย)(CCET) 3.6 พันล้านบาท และ บมจ.ยู ซิตี้ (U) 3.2 พันล้านบาท รวม 5 บริษัท 2.11 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีกระแสเงินสดรวม 1.97 หมื่นล้านบาท
          ทั้งนี้ หากประเมินกระแสเงินสดของ บจ.ทั้งตลาด จากงบการเงินงวดไตรมาส 3/58 (รวมสถาบันการเงิน) พบว่าอยู่ที่ระดับประมาณ 10.77 ล้านล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีมูลค่าราว 11.33 ล้านล้านบาท
          บจ.ส่งสัญญาณลงทุนเพิ่ม
          นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการ อาวุโสสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ สำนักวิจัยทิสโก้ กล่าวว่า การที่บริษัทมีกระแสเงินสดจำนวนมากถือเป็นเรื่องที่ดี สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจ สำหรับกระแสเงินสดที่ลดลงในงวดไตรมาส 3/58 ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากภาพรวม ผลประกอบการปี 2558 ที่ชะลอตัว ทำให้บางบริษัทต้องลดสัดส่วนเงินทุนหมุนเวียน หรืออาจเป็นเพราะบางธุรกิจอาจเริ่มนำเงินไปลงทุนบ้างแล้ว
          ขณะที่ นายวรุตม์ ศิวะศริยานนท์ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเชีย เวลท์ กล่าวว่า ในปี 2559 มีความเป็นไปได้ที่บริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะเริ่มใช้เงินสดที่มีเพื่อลงทุน หรือขยายธุรกิจในด้านต่าง ๆ มากขึ้น เนื่องจากหลายบริษัทมีกระแสเงินสดมูลค่าสูง ประกอบกับในปีหน้ารัฐบาลจะเริ่มดำเนินโครงการขนาดใหญ่อย่างชัดเจน จึงทำให้เอกชนต้องขยายธุรกิจรองรับ และน่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีหน้าเติบโต 4% จากปีนี้ที่น่าจะเติบโต 3%
          "เมื่อบริษัทมีเงินสดเยอะ ทางเลือกที่น่าสนใจในปีหน้าก็คือการลงทุนขยายกิจการ เพราะเป็นการเพิ่มมูลค่าของธุรกิจในระยะยาวได้ดีกว่า เมื่อเทียบกับการซื้อหุ้นของบริษัทคืนจากกระดาน ซึ่งจะพยุงราคาหุ้นได้ในระยะสั้นเท่านั้น" นายวรุตม์กล่าว
          อสังหาฯขยายลงทุนแนวราบ
          นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในปี 2559 คาดว่าจะมีการลงทุนเพื่อก่อสร้างโครงการประเภทต่าง ๆ ต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการแนวราบประเภท ทาวน์เฮาส์ และบ้านเดี่ยว ที่ประชาชนเริ่มมีความต้องการซื้อสูงขึ้นอย่างโดดเด่นตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4/58 ซึ่งช่วงที่ผ่านมาพบว่า หลายบริษัทได้เตรียมความพร้อมด้วยการซื้อที่ดินเก็บสะสมไว้บ้างแล้ว
          "บรรยากาศเชิงบวกของอุตสาหกรรมนี้เริ่มเห็นได้อย่างชัดเจนขึ้น เพราะปี 2559 รัฐบาลประกาศว่าจะมีการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้าสายสีส้ม รวมถึงมีมาตรการเร่งรัดโครงการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP Fast Track) ทำให้ทั้งกลุ่มรับเหมา วัสดุก่อสร้าง อสังหาฯ ได้รับอานิสงส์ตอบรับข่าวนี้ ซึ่งในกลุ่มอสังหาฯ ก็คงจะมีการพัฒนาโครงการในทำเลใหม่ ๆ มากขึ้น และหลายบริษัทก็คงจะมีเงินลงทุนหมุนเวียนเพียงพอรองรับสำหรับโครงการเหล่านี้แล้ว" นายเทิดศักดิ์กล่าว
          ในส่วนของมูลค่ากระแสเงินสดของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ยังไม่มีข้อมูลที่รวบรวมอย่างชัดเจน แต่หากประเมินอัตราหนี้สินสุทธิต่อทุน จะพบได้ว่ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ยังมีสัดส่วนที่ไม่สูงนักอยู่ที่ระดับ 1 เท่า จากค่าเฉลี่ยของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ทั้งหมดในตลาดอยู่ที่ระดับ 1.4-1.5 เท่า หมายความว่าบริษัทยังมีศักยภาพในการกู้ยืมเงินได้อีกมาก หากต้องการเงินทุนขยายกิจการในอนาคต
          ปตท.สผ.หาจังหวะซื้อกิจการ
          นางเพ็ญจันทร์ จริเกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงินและการบัญชี บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทมีการถือครองเงินสดไว้ราว 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 แสนล้านบาท) เพื่อไว้รองรับการผันผวนของราคาน้ำมันที่ปรับตัวรวดเร็ว และเพื่อหาโอกาสรอจังหวะลงทุนในการเข้าซื้อกิจการ
          "ตอนนี้ภาวะตลาดน้ำมันอยู่ในช่วงขาลง ทำให้บริษัทต้องระมัดระวังในการบริหารเงินทุนและสภาพคล่องไว้ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีหนี้สินต่อทุนหรือ D/E ค่อนข้างต่ำมาก ซึ่งการถือเงินสดไว้จำนวนมากเป็นโอกาสที่ดี หากบริษัทไหนเกิดวิกฤต เราก็พร้อมที่จะเข้าไปซื้อกิจการได้ทันที" นางเพ็ญจันทร์กล่าวและว่า
          ปีหน้าบริษัทตั้งงบฯค่าใช้จ่ายไว้ประมาณ 3,443 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นรายจ่ายดำเนินงาน 1,353 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และงบฯลงทุนราว 2,090 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประมาณ 55% เป็นการลงทุนโครงการในประเทศไทย และ 27% เป็นโครงการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการในเมียนมา และอีก 18% เป็นโครงการในภูมิภาคอื่น ๆ ทั้งออสเตรเลีย อเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ แอฟริกา และตะวันออกกลาง
          "การลงทุนในปีหน้าจะเป็นการลงทุนเพื่อขยายปริมาณการผลิตปิโตรเลียมแห่งใหม่ เพื่อชดเชยแหล่งผลิตเดิม ส่วนการลงทุนในกิจการที่ไม่จำเป็นหรือไม่คุ้มค่าอาจชะลอการลงทุนออกไป โดยบริษัทมีการติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อม โดยการบริหารสภาพคล่องให้มีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับสภาวะราคาน้ำมันที่ผันผวนในตลาดโลก" นางเพ็ญจันทร์กล่าว
          กลุ่มสื่อสาร-10 อุตฯทุ่มลงทุน
          นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ในปี 2559 กลุ่มผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ คือ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) จะต้องลงทุนเฉลี่ยอย่างน้อยบริษัทละ 2 หมื่นล้านบาท และต่อเนื่องไปอีก 3 ปี ทั้งเพื่อจ่ายค่าใบประกอบธุรกิจและขยายโครงข่าย จึงน่าจะกระตุ้นให้เกิดการขยับตัวของจีดีพีได้เล็กน้อย
          ขณะเดียวกัน 10 อุตสาหกรรมหลักที่รัฐบาลสนับสนุนก็คงมีการลงทุนเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นพิเศษ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, การท่องเที่ยว เชิงสุขภาพ, เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ, แปรรูปอาหาร, อุตสาหกรรมหุ่นยนต์, การบินและโลจิสติกส์, เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ, อุตสาหกรรมดิจิทัล และการแพทย์ครบวงจร
          "ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เอกชนชะลอการลงทุนมาโดยตลอด หลังจากนี้หากรัฐบาลสร้างความชัดเจนด้านการลงทุน และพร้อมจะเลือกตั้งในปี'60 เชื่อว่าการลงทุนภาคเอกชนจะดีขึ้นแน่นอน" นายประกิตกล่าว