จับตาสมรภูมิโทรคม"เดือด"วงการชี้ตลาดสู่ยุคแข่ง"คอนเทนท์"-คาดเห็นชัดกลางปีหน้า

Published on 2015-12-21   By กรุงเทพธุรกิจ

 "ทรู-จัสมิน"แถลงแผนวันนี้ "ดีแทค"เลื่อนไปพรุ่งนี้

          วงการโทรคมฯคาดกลางปีหน้าแข่งเดือด หลัง"แจสโมบาย"เข้าตลาดมือถือ เชื่อ ผู้ประกอบการเกิดศึกทุ่มงบ-โปรโมชัน ชิงลูกค้า ตลาดเข้าสู่ยุค"แข่งคอนเทนท์" ขณะ"ทรู-จัสมิน"แถลงทิศทางธุรกิจวันนี้
          การประมูลคลื่น 4 จี ย่านความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ที่สิ้นสุดไปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจสื่อสารเริ่มคึกคักขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อมีผู้เล่นหน้าใหม่อย่างกลุ่มจัสมินเข้าสู่ตลาด
          หลังประมูลคลื่น 4 จี ทั้งสองย่านความถี่ ทำให้ขณะนี้กลุ่มทรูมีคลื่นมากที่สุด 55 เมกะเฮิรตซ์ รองลงมาคือดีแทค 50 เมกะเฮิรตซ์ เอไอเอส 30 เมกกะเฮิรตซ์ และกลุ่มจัสมิน 10 เมกะเฮิรตซ์ และรวมถึงหน่วยงานรัฐ 2 แห่ง คือบริษัทกสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) 35 เมกะเฮิร์ตซ์ และ บริษัททีโอที จำกัด 15 เมกะเฮิรตซ์
          แหล่งข่าวจากวงการโทรคมนาคม กล่าวว่า สภาพการตลาดหลังจากนี้จะมีการแข่งขันด้านราคาอย่างหนัก เพื่อหนีน้องใหม่ที่เข้ามาตลาดอย่างแจส โมบาย และคาดว่าภายในกลางปีหน้าจะเริ่มเห็นการทำราคาเรื่องแพคเก็จที่มีความดุเดือดอีกครั้งในวงการมือถือ
          สำหรับบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(มหาชน) ที่ส่งบริษัทย่อยคือบริษัทแจสโมบาย บรอดแบรนด์ จำกัด เข้าร่วมประมูลในครั้งนี้ ถือว่ามีฐานธุรกิจอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีธุรกิจมือถือและฐานลูกค้าเท่านั้น
          ดังนั้น การประมูลคลื่นได้ 10 เมกะเฮิรตซ์ แม้จะน้อยกว่ารายอื่น แต่ถือว่าแจส โมบาย ไม่ได้เริ่มจากศูนย์
          ก่อนหน้านี้ "กรุงเทพธุรกิจ" มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า บริษัทพร้อมเปิดตัวธุรกิจโทรศัพท์มือถือในชื่อ โมบาย บรอดแบนด์ 4จี หรือ "เอ็มบีบี"
          แจส โบายเตรียมงัดจุดแข็ง ในเรื่องต้นทุนการบริหารงานที่ดีกว่าคนอื่น หมายความว่า กำไรก่อนหักภาษีค่าเสื่อม (อีบิทด้า มาร์จิ้น) อยู่ที่ 57% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและสามารถรักษาอัตราค่าใช้จ่ายได้ดีหากเปิด 4จี แม้จะเป็นธุรกิจใหม่ เนื่องจากบริษัทมีบุคลากรอยู่แล้ว 6,000 คน มีศูนย์บริการ 35 แห่งทั่วประเทศ
          ขณะที่การเช่าเสา สถานีฐานซึ่งถือเป็นต้นทุนใหญ่ ทางแจสโมบายได้เริ่มคุยกับกองทุนทรูจีไอเอฟและบมจ.ทีโอทีแล้ว อีกทั้งยังมีกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต (แจสไอเอฟ)
          "4จีไม่ใช่เรื่องเกินตัว แต่กลับมองว่าตอนนี้เราพร้อมมาก ค่าใช้จ่ายเราลดลงไปเยอะมาก ไม่เหมือนกับการลงทุนของรายอื่นๆ ในอดีตที่ให้บริการ 2จีอัพเกรดมาเป็น 3จี เรามีเงินสดเหลืออยู่ มีวอร์แลนซ์ และเงินที่จะมาจากพันธมิตรในอนาคต และการมีเครดิตสามารถเปิดวงเงินกู้"
          คาดปีแรกกวาดลูกค้า2ล้านราย
          ทั้งนี้ จัสมิน มีเน็ตเวิร์ค โครงข่ายไฟเบอร์ออพติกยาว 1 คอร์กิโลเมตร รองรับการใช้งาน 4จีในอนาคต มีไว-ไฟฮอตสปอตราว 100,000 จุดทั่วประเทศ ในจุดนี้ถือว่าเป็นบริการแบบไร้รอยต่อของเทคโนโลยี โดยตั้งเป้าว่าในปีแรกหลังจากเปิด 4จี น่าจะมีลูกค้าราว 2 ล้านราย
          ขณะที่ ธุรกิจ "ฟิกซ์ บรอดแบนด์"ภายใต้ชื่อ "3บีบี" มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องและสิ้นปีนี้น่าจะทำได้ถึง 2 ล้านรายเช่นกัน
          "การประมูล 4จีในครั้งนี้ บริษัทมองว่าในอนาคตอีก 3-5 ปี รูปแบบการแข่งขันจะไม่ได้ให้บริการเพียงธุรกิจเดียว แต่ผู้เล่นหนึ่งรายจะขยายธุรกิจต่อยอดไปเรื่อยๆ เริ่มจากธุรกิจที่ตัวเองชำนาญ คนอื่นเริ่มจากโมบายแล้วขยายมาฟิกซ์ แต่เราเดินเกมสวนทางแบบทฤษฎีกลับหัว จากฟิกซ์ไปสู่ 4จีที่เป็นโมบาย"
          เปิดแผน-ทิศทางธุรกิจวันนี้
          สำหรับกลยุทธ์ของบริษัทที่จะเข้ามาเป็นผู้เล่นรายที 4 นั้น จะอาศัยศักยภาพเดิมของกลุ่มที่มีความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีแบบฟิกซ์บรอดแบนด์ที่ให้บริการภายใต้ 3บีบีซึ่งลูกค้ามีความชื่นชอบในความเร็วที่ได้รับประกอบกับความเสถียรของเครือข่าย มีทีมพนักงานวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก กลุ่มเป้าหมายจะเน้นที่ลูกค้าระดับบน ที่ใช้สมาร์ทโฟนเป็นหลัก และต้องการใช้สปีดดาต้าที่มีความเร็วสูง คาดหวังรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมายที่ 599-899บาทต่อเดือน
          อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวว่า แจส โมบาย มีพันธมิตรโทรคมนาคมรายใหญ่ของประเทศเกาหลีใต้ หนุนอยู่ โดยกระแสข่าวก่อนหน้านี้ คือบริษัทเอสเค เทเลคอม โดยนายพิชญ์ จะมีการเปิดใจทิศทางธุรกิจหลังคว้าไลเซ่นส์ 4จี วันนี้ (21 ธ.ค.)
          กลุ่มทรูฯสะสมคลื่นไต่ขึ้นเบอร์2
          ด้านกลุ่มทรู ที่ส่งบริษัทย่อย คือ ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด เข้าร่วมประมูล และต้องถือว่าเป็นผู้นำด้านคลื่นความถี่อย่างแท้จริง โดยมีคลื่นความถี่มากที่สุด ก่อนหน้านี้ นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหารกลุ่มทรูฯ กล่าวภายหลังรับใบอนุญาตในย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ที่เปิดประมูลไปก่อนหน้านั้น ว่าจะสามารถให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 4จีได้ครอบคลุม ทั้ง 77 จังหวัด ภายใต้คลี่นความถี่ย่าน 1800 และ 2100 จำนวน 30 เมกะเฮิรตซ์
          ตามการลงทุนของกลุ่มทรู จะลงทุน 4 จีในสถานีฐานของโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จีบนคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งจะเป็นการใช้เสาเดียวกัน โดยการลงทุนคลื่นย่าน 1800 จะเป็นการลงทุนเพียงอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ หรือ เสาอากาศ คาดสิ้นปีจะติดตั้งเสาอากาศรับส่งสัญญาณคลื่น 1800 ราว 5,000 แห่ง และครบ 10,000 แห่ง ใน 3 เดือน จากปัจจุบันมีสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี บนคลื่น 2100 จำนวน 10,000 แห่ง
          ด้านลูกค้าที่ใช้บริการระบบ 4 จีอยู่ที่ 2.2 ล้านราย จากฐานลูกค้ารวม 20 กว่าล้านราย และคาดว่าภายในปีหน้าลูกค้า 4จีจะเพิ่มเป็นเท่าตัว หรือคิดเป็น 4 ล้านราย และมีลูกค้าที่อยู่ในระบบ 2จีมีจำนวน 1 ล้านราย และมีแผนจะย้ายลูกค้าในระบบ 2จีที่มีอยู่ 1 ล้านรายไประบบ 4จี
          ทรูลั่นเซฟต้นทุนตั้งเสากว่า4หมื่นล้าน
          นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ กรรมการ และหัวหน้าคณะผู้ผู้บริหารด้านปฏิบัติการ บมจ.ทรู กล่าวในรายการทางสถานีโทรทัศน์ ทีเอ็นเอ็น ในเครือ ทรู ว่า ทรูตั้งใจเอาคลื่นชุด 2 อยู่แล้ว เพราะชุด 1 ใช้ได้ดีแค่ 7.5 เมกะเฮิรตช์ เพราะเป็นคลื่นที่เสี่ยงต่อการถูกรวบกวนทางสัญญาณ ต้องลงทุนสูงใส่ฟิลเตอร์เพื่อให้อีก 2.5 เมกะเฮิรตช์ใช้ได้
          นายนพปฎล เดชอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน กล่าวว่า ด้วยประสิทธิภาพของคลื่น สามาถครอบคลุมรัศมีได้กว้างมาก ทำให้ประหยัดเงินในการลงทุนขยายเครือข่าย การวางเสาทั่วประเทศไปมากกว่า 40,000 ล้านบาท ไม่ต้องวางเสาจำนวนมากๆ
          ขณะที่ ทรู เมื่อกลายเป็นผู้ที่ครองคลื่นมากที่สุด ทั้ง 1800, 2100 ,850 และ 900 สามารถนำคลื่นมารวมกันเพื่อพัฒนาความเร็วไปสู่เทคโนโลยีที่เรียกว่า 4จี แอลทีอี แอดวานซ์ ที่จะมีความเร็วทั้งภาพ และเสียง จะมีเพียงคลื่นใดคลื่นหนึ่งก็ไม่สามาถทำได้อย่างทรู และยังสามาถเจียดคลื่น 900 มาทำ 2จี ได้ด้วย ซึ่ง ปัจจุบันยังมีผู้ใช้ 2จี ทั่วประทศมากกว่า 14-15 ล้านราย มีรายได้ต่อเดือน 150 บาทต่อเลขหมายต่อเดือน หรือคิดเป็น 27,000 ล้านบาทต่อปี
          เราสามารถได้รายได้ 27,000 ล้านพอจ่ายค่าไลเซ่นส์ในปีที่ 2-3 ได้ทันที โดยที่ไม่ต้องไปกู้เงิน ครั้งนี้ นับเป็นโชคของเรา ที่สามารถยันได้ถึงจบด้วยราคาที่สมเหตุสมผล ไม่ประหลาดใจเลย เราแฮปปี้มากกับราคานี้
          เอไอเอสผนึกทีโอทีใช้คลื่น2100
          นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) และบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ระบุว่าการตัดสินใจไม่ประมูลคลื่น 900 ต่อถือเป็นการตัดสินใจที่บริษัทฯ ได้พิจารณามาแล้วอย่างรอบคอบ เนื่องจากเอไอเอสเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีผู้ถือหุ้นและนักลงทุนเป็นจำนวนมาก
          ดังนั้น การวางแผนในการดำเนินธุรกิจจึงต้องมีความรอบคอบ มีการศึกษาและพิจารณาถึงความเสี่ยง โอกาส ความน่าจะเป็นในหลายๆ ประการ เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางการจัดการที่ดีที่สุดซึ่งในกรณีนี้เมื่อราคาประมูลขึ้นไปสูงเกินกว่าราคาเหมาะสมที่บริษัทกำหนดไว้จึงตัดสินใจไม่ประมูลต่อ
          แหล่งข่าวกล่าวว่า เอไอเอสยังมีร่วมมือกับบมจ.ทีโอที ที่อยู่ระหว่างการเจรจาในการใช้คลื่นความถี่ย่าน 2100 กับทีโอทีอีก 15 เมกะเฮิรตซ์ ในอายุสัญญา 10 ปี ซึ่งการทำสัญญาคาดว่าจะเรียบร้อยในปีหน้า เพื่อพัฒนาให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประโยชน์สูงสุด
          นอกจากนี้ เอไอเอสระบุว่ามีจำนวนคลื่นความถี่มากเพียงพอสำหรับการบริหารจัดการ ทั้งคลื่น 2100 ที่ปัจจุบันสามารถให้บริการ3จีได้ทั่วประเทศด้วยความครอบคลุมกว่า 97% ของประชากร
          และยังมีคลื่น 1800 ที่ประมูลมาได้ในเดือนที่แล้ว
          ดีแทคแถลงแผน-ทิศทางอังคารนี้
          สำหรับ บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ที่ส่งบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด เข้าประมูลและแพ้การประมูล 2 ครั้ง ทั้งคลื่น 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์
          แหล่งข่าววงการโทรคมนาคม ให้ความเห็นว่า แม้ว่าที่ผ่านมาดีแทคจะประกาศมาตลอดว่ามีแบนด์วิธมากที่สุดกว่า 75 เมกะเฮิรตซ์ แต่ในอีก 3 ปี คลื่นความถี่จำนวน 60 เมกะเฮิรตซ์จะสิ้นสุดอายุใบอนุญาตกับบมจ.กสท โทรคมนาคม เหลือเพียงใบอนุญาต 2100 ที่ประมูลได้ในปี 2555 จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ที่ต้องดูแลลูกค้าในระบบมากกว่า 25 ล้านราย
          สิ่งดีแทคทำได้ในตอนนี้คือเรียกความเชื่อมั่นกับลูกค้าว่าแม้จะมีคลื่นที่จะหมดสัญญาสัมปทานในอีก 3 ปี
          แหล่งข่าวประเมินว่าดีแทคเตรียมพร้อมลงทุนติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมสำหรับการให้บริการ 3จีและ 4จีให้มากที่สุด ซึ่งเชื่อว่าจะได้เห็นการออกโปรโมชั่นที่กระตุ้นตลาดเรียกความเชื่อมั่นจากลูกค้าเดิมให้ได้มากที่สุด พร้อมกับเปิดฉากสงครามราคาเพื่อเรียกลูกค้าใหม่ที่อยากลองใช้ 4จีที่อยู่แล้วจากการอัพเกรดคลื่นความถี่เดิม ไม่ต้องรอการลงทุนขยายโครงข่ายใหม่ของผู้ชนะใบอนุญาตคนอื่น ซึ่งสุดท้ายต้องคอยจับดูว่าดีแทคจะสามารถทำได้แค่ไหน
          วันพรุ่งนี้(22 ธ.ค.) ผู้บริหารดีแทค จะมีการแถลงแผนและทิศทางธุรกิจหลังพลาดการประมูลทั้ง 2 คลื่น
          ชี้ตลาดโทรคมสู่ยุคแข่ง คอนเทนท์
          นายวีรเดช พาณิชย์วิสัย ผู้จัดการฝ่ายการวิจัยโทรคมนาคม และการสื่อสาร ไอดีซี ประเทศไทยกล่าวว่า ผลการประมูลครั้งนี้ถือว่าหักปากกาเซียนหลายราย โดยเฉพาะรายใหม่อย่างแจส โมบาย ที่ต้นทุนแทบเป็นศูนย์สำหรับธุรกิจมือถือ แต่โดยรวมทุกรายต่างก็มีเป้าหมายที่จะต้องการคลื่นมาครอบครองให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการรายเดิมหรือรายใหม่
          นักวิเคราะห์ไอดีซีประเมินว่า ผลการประมูลยังสะท้อนให้เห็นว่าอนาคตของอุตสาหกรรมสื่อสารจะเริ่มหันไปแข่งขันกันที่ คอนเทนท์ มากกว่าการแข่งความเร็วของเครือข่าย ซึ่งกรณีแจส เชื่อว่าต้องการนำคลื่น 900 มาให้บริการ โมบาย บรอดแบนด์ เน็ตเวิร์ค เพื่อต่อยอดการให้บริการฟิกซ์ บรอดแบนด์ ที่แข็งแกร่งเฉพาะในตลาดต่างจังหวัด ทั้งยังเป็นคลื่นที่เหมาะสำหรับการขยายบริการของแจส เนื่องจากเป็นคลื่นความถี่ต่ำสามารถส่งสัญญาณได้พื้นที่กว้างกว่าคลื่นความถี่สูงที่เหมาะสำหรับการให้บริการภายในเมือง หรือในอาคารมากกว่า และต้นทุนต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการต้องลากชุมสายสำหรับให้บริการฟิกซ์ บรอดแบนด์ในพื้นที่นอกเขตชุมชนแม้จะเป็นไลเซ่นที่ค่อนข้างแพง
          การที่แจสกล้าลงทุนมาก เชื่อว่าอาจมีพันธมิตรต่างชาติเป็นผู้ร่วมลงทุน รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะใช้วิธีเช่าทาวเวอร์จากทีโอที หรือเลือกลงทุนในพื้นที่เป้าหมายของบริษัทก่อน
          "การแข่งขันของโอเปอเรเตอร์ไม่ใช่แค่ความเร็วอย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อน แต่เป็นการแข่งขันคอนเทนท์ที่หาวิธีทำอย่างไรให้คอนเทนท์ไปถึงผู้บริโภคมากที่สุดก่อน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการสะสมคลื่น"
          กรณีทรูที่ชนะการประมูลในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เพราะมีคลื่นในมืออยู่แล้ว ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้ ก็ยังมีโอกาสที่ทรูจะขยับตำแหน่งขึ้นเป็นผู้นำแทนเจ้าตลาดเดิม
          จับตาคอนเทนท์บนโมบายโต
          นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นักธุรกิจ นักวิเคราะห์ในวงการอินเทอร์เน็ต กล่าวว่า การแข่งขันในตลาดโทรคมจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ดาต้า หรือคอนเทนท์ จะกลายเป็นหัวใจหลักของการทำธุรกิจ จะเห็นจากรายได้ของโอเปอเรเตอร์ปัจจุบันมาจากดาต้าเป็นหลัก แซงหน้าวอยซ์ไปมาก ขณะที่อุปกรณ์รับดาต้าเอง ก็มีราคาถูกลงเรื่อยๆ จะเห็นการแคมเปญการตลาด 4จี ในแบบเห็นแล้วตกใจ ซึ่งผู้ที่ได้เปรียบที่สุด คือ ผู้บริโภค