กำไรบจ.ไตรมาส2ชะลอตัวหวังกลุ่มพลังงานขึ้นแชมป์

Published on 2015-06-01   By กรุงเทพธุรกิจ

          โบรกคาดกำไรบจ.ไตรมาส 2 อาจจะชะลอ ตัวลง  เนื่องจากเข้าสู่ช่วงนอกฤดูส่งออกและเป็นโลว์ซีซันของหลายธุรกิจ หวังกำไรกลุ่มพลังงานฟื้นตัวแตะระดับ 50,000-60,000 ล้านบาท จากระดับ 48,000 ล้านบาท ในไตรมาสแรก ตามแนวโน้มราคาน้ำมันที่ฟื้นตัวขึ้น

          นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์  บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่าแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 2 ปี 2558 อาจจะชะลอตัวลง เนื่องจากเป็นช่วงโลว์ซีซันของหลากหลายบริษัท รวมถึงไม่ใช่ฤดูกาลส่งออก และยังเป็นช่วงที่มีวันหยุดยาวค่อนข้างมาก ซึ่งโดยภาพรวมอาจจะส่งผล ให้เป้าหมายกำไรของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้ค่อนข้างลำบากมากยิ่งขึ้น

          สำหรับ บล.เอเซีย พลัส ประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียนภายหลังจากที่มีการปรับประมาณการลงแล้วเหลือ 9.04  แสนล้านบาท โดยในไตรมาสแรกบริษัทจดทะเบียนรายงานผลกำไรรวม 2.23 แสนล้านบาท ซึ่งหากจะ ให้กำไรเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ บริษัท จดทะเบียนควรจะมีกำไรในแต่ละไตรมาส ที่เหลือของปีนี้ไม่ต่ำกว่า 2.2 แสนล้านบาท

          "โดยปกติแล้วไตรมาสที่ 2  จะเป็นช่วงที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนชะลอตัวลง ซึ่งหากกำไรโดยรวมออกมาไม่ถึง 200,000 ล้านบาท จะยิ่งกดดันต่อผลกำไรในช่วง ไตรมาส 3 และ 4  หากต้องการจะให้กำไรโดยรวมเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งใน เบื้องต้นมองว่ากำไรโดยรวมอาจจะใกล้เคียงกับไตรมาส 2 ปี 2557 ซึ่งอยู่ที่ 190,000 ล้านบาท" นายเทิดศักดิ์  กล่าว

          ทั้งนี้ หวังว่ากำไรของบริษัทในกลุ่ม พลังงานน่าจะกลับมาเป็นส่วนสำคัญอันดับ  1 ในการนำตลาดอีกครั้ง หลังจากที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มฟื้นตัวขึ้น  ทำให้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันน่าจะไม่เกิดขึ้นแล้วในไตรมาสนี้ ประกอบกับเศรษฐกิจในภูมิภาคขนาดใหญ่อย่างสหรัฐและยุโรป  โดยมองว่าหากราคาน้ำมันสามารถรักษาระดับที่เป็นอยู่ในขณะนี้  เชื่อว่ากำไรจะกลับมาอยู่ที่ระดับ 50,000-60,000 ล้านบาท จากไตรมาสแรกอยู่ที่  48,000 ล้านบาท

          "นอกจากกลุ่มพลังงานแล้วอีกกลุ่มหนึ่ง ที่จะเป็นส่วนสำคัญคือกลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยในไตรมาสแรกรายงานกำไรราว 52,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าทั้ง 2 หมวดอุตสาหกรรมนี้จะมีกำไรสุทธิรวมกันกว่า  100,000 ล้านบาท" นายเทิดศักดิ์  กล่าว

          ขณะที่กลุ่มที่น่าจะส่งผลกระทบต่อ กำไรในไตรมาส 2 คือ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง โดยคาดว่ากำไรน่าจะใกล้เคียงกับปีก่อน  เนื่องจากงานโครงการใหญ่ของภาครัฐยังไม่ออกมา มากนัก  ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยภาพรวมกำไรน่าจะลดลง เพราะช่วง ไตรมาส 1  ที่ผ่านมามีกำไรพิเศษในส่วนของบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ  JAS  ราว 10,000 ล้านบาท

          หากผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ มองว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้เศรษฐกิจโลกควรจะฟื้นตัวขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การส่งออกของประเทศเติบโต ขึ้น  ซึ่งในเบื้องต้นมองว่าปัจจัยที่จะช่วยหนุนคือราคาน้ำมันที่พลิกกลับจากขาลง ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศอย่างการบริโภคควรจะเพิ่มมากขึ้น  ซึ่งจะช่วยให้อัตราการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น

          ด้านนายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน  บล.โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยว่า แนวโน้มในไตรมาส 2 นี้ แม้กลุ่มพลังงานจะมีทิศทางดีขึ้นจากไตรมาสแรก แต่เชื่อว่าจะยังคงอ่อนตัวลงจากปีก่อน เนื่องจากราคาน้ำมันโดยเฉลี่ยในไตรมาส 2 ปีที่แล้วอยู่ที่ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  แต่ปัจจุบันอยู่ที่ราว 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  ส่วนกลุ่ม โรงกลั่นและปิโตรเคมีก็น่าจะมีแนวโน้มกำไรเติบโตจากไตรมาส 1 เช่นเดียวกัน  ตามทิศทางการฟื้นตัวของราคาน้ำมัน

          "หากในภาวะปกติแล้วกลุ่มพลังงานจะเป็นกลุ่มที่มีกำไรสูงสุด แต่ในภาวะปัจจุบันที่ราคาน้ำมันลดลงมาค่อนข้างมาก เชื่อว่ากำไรของกลุ่มธนาคารอาจจะยังเป็นกลุ่มที่มีกำไรมากที่สุด" นายกรภัทร กล่าว ด้านกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีโอกาสเติบโตขึ้นได้ในไตรมาส 2  เนื่องจากงานที่รอรับรู้รายได้จะเร่งโอนมากขึ้น ส่วนกำลังซื้อที่ชะลอตัวลงนั้น จะส่งผลกระทบต่อยอดขายใหม่มากกว่า ซึ่งอาจจะกระทบกับผลการดำเนินงานในอนาคต หากกำลังซื้อยังชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มกำไรเติบโตขึ้น  หลังจากที่ภาครัฐเบิกจ่ายโครงการก่อสร้างตามปกติ อาทิ ถนน ราว 40,000 ล้านบาท  และในช่วงครึ่งหลังของปีหน้าจะมีความต้องการใช้ออกมาเพิ่มขึ้น

          สำหรับกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม  เชื่อว่ากำไรจะค่อยๆ ดีขึ้น เนื่องจากไตรมาส 2 เป็นช่วงที่การบริโภคสูงขึ้น โดยเฉพาะเครื่องดื่ม ประกอบกับราคาสินค้าซอฟต์ คอมมอดิตี้  อย่างพืชผลการเกษตรที่ค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย  จะเป็นส่วนช่วยให้กำไรฟื้นตัวขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่มค้าปลีกที่เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวจากยอดขายสาขาเดิมที่เพิ่มมากขึ้นตั้งแต่เดือน มี.ค. เชื่อว่ากำไรจะเติบโตได้ทั้งจากปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า

          ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ กำไร จากการดำเนินงานปกติน่าจะเติบโตขึ้น  เนื่องจากต้นทุนในการบริหารงานลดลง หลังจากที่ลูกค้าย้ายเครือข่ายจากระบบ 2จี  มาเป็น 3จี อีกทั้งธุรกิจให้บริการข้อมูลมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ  นอกจากนี้ราคาหุ้นยังมีแรงหนุนจากโครงการประมูล 4จี ในอนาคต

          ส่วนกลุ่มขนส่งนั้น ผลกำไรไตรมาส 2 มีแนวโน้มชะลอตัวลง เนื่องจากเป็นช่วงที่มีวันหยุดค่อนข้างมาก ซึ่งโดยปกติแล้วผลการดำเนินงานจะลดลง อีกทั้งยังเป็นช่วงนอกฤดูกาลของธุรกิจท่องเที่ยวอีกด้วย