หุ้นเด่นหุ้นดับ SET50 ประจำเดือนมีนาคม 2558

Published on 2015-04-10   By ข่าวหุ้น

ในเดือนมีนาคม 2558 ถือเป็นช่วงฝันรายของนักลงทุนที่คอยพะวงว่าในแต่ละวันที่มีการซื้อขาย เนื่องจากดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลงเรื่อยๆ จนหลุดแนวรับสำคัญที่ระดับ 1,500 จุด

เมื่อภาวะตลาดฯไม่อำนวย สิ่งที่ตามมาคือ ทางด้าน SET50 ก็ปรับตัวลงเช่นกัน ดูได้จากวันที่ 27 ก.พ. 58 ราคาหุ้นอยู่ที่ 1,042.28 จุด ขณะที่วันที่ 31 มี.ค. 58 ราคาหุ้นอ่อนตัวลงมาอยู่ที่ 997.66 จุด ลงไป 44.62 จุด หรือลงไป 5% อาจเป็นระดับที่แย่ แต่ก็มีหุ้นบางตัวที่ได้รับประโยชน์มากกว่าที่เห็นอยู่ หรือไม่มีผลกระทบแม้แต่อย่างใด และในขณะเดียวกันมีหุ้นบางตัวได้รับผลกระทบทางลบมากกว่าปกติ

“ข่าวหุ้นธุรกิจ” ได้ทำการรวบรวมข้อมูลหุ้นดาวเด่นดาวดับในกลุ่ม SET50 เพื่อประมวลภาพกว้างๆ ให้นักลงทุนรู้ว่า หุ้นตัวไหนได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ และหุ้นตัวไหนที่ทำให้นักลงทุนรู้สึกไม่สบายใจจนนำไปสู่การเทขายอย่างหนัก โดยข้อมูลที่ได้ตอนนี้คือ มีหุ้นปรับตัวขึ้น 10 ตัว ไม่มีการเปลี่ยนแปลง 2 ตัว และปรับตัวลง 38 ตัว
สำหรับ 10 หุ้นแข็งเจาะยางไม่ลง พร้อมราคาหุ้นวิ่งพุ่งแรง คือ DELTA, KBANK, SCB, CENTEL, MINT, CPALL, ADVANC, HEMRAJ, BBL และ GLOW ตามลำดับ นอกจากนี้ มีการสรุปข้อมูลมาเพียงบางส่วนให้นักลงทุนได้ดู โดยเฉพาะบริษัทที่ปรับตัวขึ้นเด่นกว่า 5% มีอยู่ 3 ตัว

ตัวแรกเป็น บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA โดยวันที่ 27 ก.พ. 58 ราคาหุ้นอยู่ที่ 69.75 บาท ขณะที่วันที่ 31 มี.ค. 58 ราคาหุ้นอยู่ที่ 75.25 บาท เพิ่มขึ้น 5.50 บาท หรือขึ้นไป 7.89% จากราคาที่ปรับตัวขึ้นมีแรงผลักดันจากผลการดำเนินงานที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้บริษัทลุยขยายตลาดในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาโปรดักต์รองรับเทคโนโลยีใหม่ดันมาร์จิ้น เล็งหาช่องทางรุกตลาดยุโรปตะวันออกเพิ่มยอดขาย มั่นใจผลประกอบการปีนี้เติบโตต่อไป

ตัวที่สองเป็น ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK โดยวันที่ 27 ก.พ. 58 ราคาหุ้นอยู่ที่ 217 บาท ขณะที่วันที่ 31 มี.ค. 58 ราคาหุ้นอยู่ที่ 229 บาท เพิ่มขึ้น 12 บาท หรือขึ้นไป 5.53% จากราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้น เป็นผลมาจากการเก็งกำไรของผลการดำเนินงานที่บริษัทยังคงรักษาการเติบโตของกำไรที่มีคุณภาพ คุณภาพสินเชื่อยังคงแข็งแกร่ง

ตัวที่สามเป็น ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB โดยวันที่ 27 ก.พ.58 ราคาหุ้นอยู่ที่ 169.50 บาท ขณะที่วันที่ 31 มี.ค. 58 ราคาหุ้นอยู่ที่ 178 บาท เพิ่มขึ้น 8.50 บาท หรือขึ้นไป 5.01% จากราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้น เป็นผลมาจากการเก็งกำไร ด้วยแนวโน้มกำไรยังคงสดใสจากการควบคุมต้นทุนและการจัดการส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่มีประสิทธิภาพ

ส่วน 2 หุ้นที่นิ่งไม่มีการขยับ คือ IVL และ KTB

ขณะที่ 38 หุ้น มีการปรับตัวลงตามดัชนี แบบที่ว่าเอาไม่อยู่ คือ VGI, JAS, BAY, TRUE, BEC, KTIS, SCCC, CK, AOT, PS, SPALI, BDMS, TTW, M, ROBINS, PTTGC, BJC, LH, TUF, CPF, PTT, DTAC, BTS, HMPRO, BCP, EGCO, IRPC, PTTEP, CPN, INTUCH, BANPU, SCC, BH, BIGC, TMB, TOP, TCAP และ RATCH ตามลำดับ นอกจากนี้ ได้สรุปข้อมูลเพียงบางส่วนมาให้นักลงทุนได้ดู โดยเฉพาะบริษัทที่ปรับตัวลงดิ่งกว่า 30% มีอยู่ 3 ตัว
ตัวแรกเป็น บริษัท วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ VGI โดยวันที่ 27 ก.พ.58 ราคาหุ้นอยู่ที่ 11.70 บาท ขณะที่วันที่ 31 มี.ค. 58 ราคาหุ้นอยู่ที่ 5.45 บาท ลงไป 6.25 บาท หรือลงไป 53.42% สาเหตุราคาหุ้นจะปรับตัวลงในช่วงดังกล่าวอาจเป็นการขายทำกำไรตามภาวะของตลาดฯเท่านั้น เพราะดูจากผลการดำเนินงานก็ยังมีการเติบโตที่แข็งแกร่ง พร้อมกับยังคงรุกธุรกิจสื่ออย่างต่อเนื่อง

ตัวสองเป็น บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS โดยวันที่ 27 ก.พ.58 ราคาหุ้นอยู่ที่ 8.85 บาท ขณะที่วันที่ 31 มี.ค. 58 ราคาหุ้นอยู่ที่ 5.75 บาท ลงไป 3.10 บาท หรือลงไป 35.03% สาเหตุที่หุ้นตัวนี้ปรับตัวลดลงมาอย่างหนักหน่วงในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ทั้งที่ผลการดำเนินงานประจำปี 2557 เติบโตจากปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ น่าจะเป็นผลมาจากนักลงทุนรายใหญ่บางกลุ่มได้เทขายหุ้นออกมาเป็นจำนวนมาก หลังจากแผนการเกี่ยวกับหุ้นไม่เป็นไปตามเกมที่วางไว้

ตัวที่สามเป็น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY โดยวันที่ 27 ก.พ. 58 ราคาหุ้นอยู่ที่ 62 บาท ขณะที่วันที่ 31 มี.ค. 58 ราคาหุ้นอยู่ที่ 41.28 บาท ลงไป 20.75 บาท หรือลงไป 33.47% สาเหตุที่ราคาหุ้นปรับตัวลงในช่วงเวลาดังกล่าวอาจเป็นแรงกดดันที่จะถูกถอนออกจากการคำนวณดัชนี FTSE ส่งผลให้เกิดแรงเทขายของนักลงทุน ออกมาจำนวนมาก ทั้งที่ผลการดำเนินงานของบริษัทยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ภาพรวมหุ้นบลูชิพในเดือนมีนาคมอาจไม่สวยหรู แต่ก็ไม่น่ากลัว เนื่องจากหุ้นบลูชิพมักดีดตัวได้เร็ว เพราะเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดี